2006/Aug/16

"สิ่งหนึ่งที่ทำให้ปัญหาไม่จบก็คือการที่คนไทยเราไม่ยอมรับสีเทา ถ้าจะขาวต้องขาวจั๊วะ ถ้าจะดำต้องดำปี๋ จริงๆแล้วการ์ตูนบางเรื่องก็ต้องมีดำๆขาวๆบ้างสลับกันไปตามความต้องการของคนอ่าน"

บทสัมภาษณ์ บก.นิตยสารการ์ตูน BOOM คุณอิศเรศ ทองปัสโณว์

หากจะถามว่าหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นแปลไทยรายสัปดาห์ที่โด่งดังในไทยนั้นมีชื่อหัวอะไรบ้าง คำตอบก็คือคงหลากหลาย และหนึ่งในนั้นคงมีชื่อของ BOOM อยู่เป็นแน่ ดังนั้นเมื่อเป็นหนึ่งในชื่อที่ติดหูนักอ่าน ฝ่ายปกครองเองก็คงต้องจับจ้องเป็นแน่ ดังนั้นวันนี้เราจะมาขอฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับกระแสต่อต้านสื่อลามกและแนวทางในการจัดการเรื่องนี้จากปากของบ.ก.นิตยสาร BOOM กันครับ

QN - สวัสดีครับช่วยแนะนำตัวพอสังเขปนิดนะครับ
บก.- ครับ ผมอิศเรศ ทองปัสโณว์ บ.ก. ของนิตยสาร BOOM ครับ

QN - แล้วคิดว่าการจัดเรตจะเป็นไปได้ในไทยไหมครับ
บก.- เรื่องนี้ก็พูดยากครับ โดยส่วนตัวแล้วเรายังคนไทยยังหาจุดแบ่งของคำว่า เยาวชน ไม่ได้ คำว่าเยาวชนนั้นครอบคลุมกลุ่มอายุที่กว้างมากเกินไป ซึ่งจริงๆต้องแบ่งเป็นรุ่นก่อนเข้าโรงเรียน 3-6 ขวบ, 7-12 ขวบ 13-15 ปี 16-20 ปี ซึ่งจริงๆแล้วก็แบ่งยาก เพราะเด็กรุ่นใหม่จะเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นเร็วขึ้น เนื่องจากโภชนาการที่เปลี่ยนไป นักอ่านการ์ตูนนั้นจะมีความสนใจผันแปรไปตามช่วงอายุ ให้เด็กเล็กในวัยก่อน 10 ขวบมาอ่านการ์ตูนผู้ใหญ่ เด็กก็คงอ่านไม่รู้เรื่อง แต่เด็กในวัยนี้เป็นวัยที่เรียนรู้ทุกอย่างที่อยู่รอบตัว พ่อแม่ก็ควรจะสกรีนสิ่งที่ลูกอ่าน ซึ่งก็สามารถจะทำได้ เพราะเป็นวัยที่พ่อแม่ยังสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายและพฤติกรรมลูกได้อยู่ ส่วนเด็กที่เข้าสู่วัยรุ่นแล้ว ปกติก็จะมีความสนใจในการเปลี่ยนแปลงของร่างกายของตัวเอง และสนใจเพศตรงกันข้าม ตลอดจนเริ่มมีอารมณ์ทางเพศ ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมชาติ ตามแรงขับของฮอร์โมน ซึ่งบางครั้งต้องการการระบายออก บางครั้งเด็กก็ไปแสวงหาสื่อที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องเพศมา เพื่อเรียนรู้ด้วยตัวเอง หรือบางครั้งก็เพื่อระบายความต้องการ ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องผิดแปลกหรือผิดศีลธรรม เพราะเป็นแรงขับจากภายใน เราจะมองว่าเป็นเพราะแรงกระตุ้นจากภายนอกอย่างเดียวไม่ได้ แทนที่จะพยายามปิดกั้นสื่อลามกจากเด็ก ซึ่งปราบไปก็ไม่มีวันจบสิ้น ทำไมเราไม่หันมามองการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็ก ป้องกันไม่ให้เด็กระบายแรงขับทางเพศผิดทาง หรือเรียนรู้จากการไปลองกันเอง ปัญหาทางเพศที่เกิดกับวัยรุ่นจริงๆแล้วไม่น่าจะเกิดจากเด็กไม่รู้เรื่องเพศหรอก แต่เกิดจากสังคมขาดการปลูกฝังจริยธรรมทางเพศมากกว่า ในอดีตเราไม่เคยควบคุมพฤติกรรมทางเพศของเพศชาย แต่เรากลับควบคุมพฤติกรรมทางเพศของเพศหญิงไว้แทน แต่ในปัจจุบัน เมื่อเราให้สิทธิเสรีภาพเพศหญิงเท่ากับเพศชาย ก็กลายเป็นว่าไม่มีการควบคุมพฤติกรรมทางเพศของทั้งสองเพศ จากที่เคยตบมือข้างเดียวไม่ดัง ก็กลายเป็นการตบมือสองข้าง สิ่งที่ควรทำก็คือควรจะกำหนดเส้นมาตรฐานของจริยธรรมทางเพศของทั้งสองฝ่าย รวมถึงความรับผิดชอบในตัวเองและผู้อื่นที่เหมาะสมให้กับสังคมเสียที ก่อนที่ค่านิยมใหม่ๆจะลุกลามไปจนสายเกินแก้ เพราะตอนนี้อย่าว่าแต่เด็กเลย แม้แต่ผู้ใหญ่เองก็ไม่รู้ว่าเส้นมาตรฐานของพฤติกรรมทางเพศที่เหมาะสมอยู่ตรงไหน

QN - แล้วเรื่องที่การ์ตูนผู้หญิงมีเนื้อหาที่ล่อแหลมอย่างมากล่ะครับ
บก. อันนี้ต้องเข้าใจพื้นฐานสังคมญี่ปุ่นก่อนว่าสังคมญี่ปุ่นนั้นเน้นเพศชายเป็นหลัก การ์ตูนที่เน้นเนื้อหาจริงจังจึงมักเป็นการ์ตูนของผู้ชาย จริงๆแล้วสื่อของผู้ชายก็มักจะนำเสนอเรื่องที่เป็นจริงเป็นจังมากกว่าสื่อของผู้หญิง ซึ่งก็เป็นลักษณะสากลของทุกชาติน่ะแหละ ไม่ใช่แค่ญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นละคร หนัง หรือนวนิยาย ที่เน้นนำเสนอผู้หญิง ก็จะมีเนื้อหาในทำนองรักๆใคร่ๆ ชวนฝันอยู่แล้ว

QN - หลักการเซ็นเซอร์ของที่นี่ล่ะครับ
บก.- ก็ประมาณว่าโป๊มาเราก็จับใส่เสื้อผ้าครับ(ฮ่าๆ) ถ้าเป็นท่าทางที่มันล่อแหลมนักเราก็บังด้วยเสียง ถ้าเป็นฉากที่เห็นเรือนร่าง ก็ลบรายละเอียดออกบ้าง ให้เห็นแค่เส้นร่างภายนอก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ต้องส่งให้ทางเจ้าของเค้าให้ความเห็นชอบด้วยและบอกตามตรงว่านักเขียนญี่ปุ่นเค้าก็งงเหมือนกันครับว่าทำไมเราต้องทำขนาดนี้(ฮ่าๆ) นอกจากปัญหาเรื่องเพศ เรื่องของความรุนแรงในสังคมที่เรามักจะบอกว่ามาจากสิ่งยั่วยุ แต่ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยนัก ปัจจัยน่าจะเป็นเพราะสังคมที่มีความกดดันสูงมากกว่า ตัวตนของคนจึงถูกกดดันและมีการแสดงออกมาอย่างแปลกๆ ซึ่งพูดตรงๆว่าสังคมยุคใหม่ของเรา รับเอารูปแบบและค่านิยมของสังคมของญี่ปุ่นมาเต็มๆ ดังจะเห็นว่าเรามีการกวดวิชาตั้งแต่เด็กเล็กเหมือนกัน กระตุ้นให้เด็กมุ่งสู่มหาลัยดังๆเหมือนกัน หางานทำในบริษัทใหญ่ๆเหมือนกัน จึงไม่แปลกที่เยาวชนของเราจะต้องเผชิญปัญหาแบบเดียวกับที่สะท้อนออกมาในสังคมญี่ปุ่น เราชอบบอกว่านักศึกษายุคนี้ทำตัวไร้สาระ ไม่สนใจสังคม แต่เราลืมนึกไปว่าในอดีตเราเคยมีวัยเด็กประถมและมัธยมที่เรียนกันสบายๆกว่านี้ แต่ในยุคนี้เราเคี่ยวเข็ญเด็กให้แข่งขันกันตั้งแต่วัยประถม ทั้งการเก็บคะแนนสอบ การกวดวิชา เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยได้ก็เหมือนกับสวรรค์ช่วงสั้นๆสี่ปีของเด็ก ที่จะได้ปล่อยตัวตามสบายเต็มที่หลังจากที่เคร่งเครียดตรากตรำมาหลายปี นี่ก็เป็นรูปแบบเดียวกับสังคมเด็กมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นไม่มีผิด แต่แทนที่เราจะคิดว่าเราเป็นคนสร้างปัจจัยแบบนี้กับเด็กทำให้เด็กอยู่ในสภาพแบบเดียวกับเด็กญี่ปุ่น เรากลับไปมองที่ปลายเหตุว่าเด็กเลียนแบบวัยรุ่นญี่ปุ่น ถ้าเด็กมีบรรยากาศการเลี้ยงดู บรรยากาศการศึกษาที่ดีกว่านี้ ผ่อนคลายกว่านี้ เด็กในรั้วมหาวิทยาลัยก็คงจะยังมีพลังงานเหลือพอที่จะสนใจสังคมบ้าง

QN - แปลว่าเราเหมือนญี่ปุ่นสินะครับ
บก.- เรารับรูปแบบเค้ามาก็ย่อมเจอปัญหาเหมือนกันครับ สิ่งที่เราเผชิญอยู่ตอนนี้ก็คือการปะทะกันระหว่างคนสองรุ่นที่ไม่เข้าใจกัน ที่แย่กว่านั้นก็คือปัญหาที่มีของเรานั้นไม่ใช่จากญี่ปุ่นล้วนๆ แต่เรารับจากทั้งฟากญี่ปุ่นและฟากตะวันตก ปัญหาก็เลยยิ่งซับซ้อน แต่ผมมองว่าเซ็กส์เสรีนี้มาน่าจะมาจากทางซีกอเมริกามากกว่าเสียอีกครับ

QN - แล้วเรื่องที่จะเซ็นเซอร์เนื้อหาเช่น การ์ตูนรักเพศเดียวกันล่ะครับ
บก.-คงหมายถึงการ์ตูน Y สินะครับ โดยส่วนตัวผมคิดว่าเป็นการ์ตูนเฉพาะกลุ่มมากๆ การ์ตูน Y เป็นการ์ตูนที่ผู้ชายไม่อ่าน เกย์ไม่อ่าน แต่มีผู้หญิงกลุ่มนึงที่อ่าน ซึ่งถ้ามองดีๆมันคือการจินตนาการถึงความสัมพันธ์ทางเพศที่เสมอภาคกัน แนวคิดนี้ผมอ่านมาจากคอลัมน์ของนพ.ประเสริฐ(ผลิตผลการพิมพ์) นั่นก็คือการมีเพศสัมพันธ์กันโดยไม่มีใครท้อง ไม่มีใครได้ ไม่มีใครเสีย ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในชีวิตจริง และเป็นประเด็นที่สังคมกดดันเพศหญิงมาตลอด โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่าเป็นการสื่อนัยเรื่องความเสมอภาคทางเพศ ผู้ชายที่เป็นฝ่ายรุกในเรื่องก็คือผู้ชายจริงๆ ส่วนผู้ชายที่เป็นฝ่ายรับ จริงๆแล้วเป็นตัวแทนภาพผู้หญิงยุคใหม่ที่เก่งกาจพอๆกับผู้ชาย เด็กผู้หญิงยุคนี้ชอบอ่านการ์ตูนผู้ชายมากกว่าการ์ตูนผู้หญิง ชอบตัวฮีโร่ในการ์ตูนผู้ชายที่ดูเข้มแข็งมากกว่าตัวเอกหวานแหววในการ์ตูนผู้หญิง แต่ก็ยังอาลัยอาวรณ์ความอ่อนโยน ความรัก ความหวานในการ์ตูนผู้หญิงที่การ์ตูนผู้ชายไม่มีให้ ก็เลยต้องสร้างการ์ตูนสายพันธุ์ Y ของตัวเองขึ้นมา โดยใช้ตัวเอกที่เข้มแข็งแบบผู้ชายแต่มีแอบหวานแบบผู้หญิง และจะมีฉากจูบ ฉากกอดแสดงความรักบ้าง แต่ในการ์ตูนบางเรื่อง คนวาดก็สนุกเลยเถิดไปหน่อย คนไม่อ่านการ์ตูนมาเห็นเข้าก็เอาไปโวยวายเป็นเรื่องใหญ่ จริงๆแล้วฉากหนุงหนิงระหว่างชายกับชาย โดยมีผู้หญิงเท่านั้นที่เป็นคนอ่าน มันจะกระตุ้นอารมณ์ทางเพศได้ยังไง ผมก็ยังสงสัยอยู่นะ อีกอย่างหนึ่ง วัยรุ่นกับอารมณ์ทางเพศเป็นสิ่งที่มาด้วยกัน แต่เราจะสอนให้เค้าเก็บกด หรือสอนให้เค้าปลดปล่อยให้ถูกทาง ผลร้ายต่อสังคมจะเกิดขึ้นจริงๆก็ต่อเมื่อวัยรุ่นเพศชายและเพศหญิงมามีเพศสัมพันธ์กันจริงๆ ซึ่งถ้าพลาดพลั้ง ก็มีปัญหาจ่อรอคิวยาวเหยียดอยู่แล้ว การเบี่ยงเบนพลังทางเพศไปใช้กับเรื่องกีฬาหรือกิจกรรมที่มีประโยชน์ก็เป็นเรื่องดี แต่ก็คงใช้ไม่ได้เต็ม 100% ทุกสถานการณ์ บางครั้งการปลดปล่อยด้วยจินตนาการก็จำเป็น หากการปลดปล่อยที่ไม่เดือดร้อนใคร ตรงกันข้ามคนที่ปลดปล่อยผิดทางต่างหากที่เป็นอันตราย สำหรับการ์ตูนที่เป็นที่นิยมในท้องตลาดแทบทั้งหมดก็เป็นการ์ตูนผู้ชาย ซึ่งมีเนื้อหาและระดับของภาพหลายระดับตั้งแต่ระดับเด็กเล็กยันวัยรุ่นซึ่งบางเรื่องมีภาพวาบหวิวออกมาบ้างที่คอการ์ตูนเรียกว่าแฟนเซอร์วิส แต่เนื้อหาจริงๆไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องทางเพศเลย ตั้งแต่ต้นจนจบพระเอกไม่เคยล่วงเกินผู้หญิงสักคนด้วยซ้ำ การ์ตูนที่มีใน BOOM นี่จัดว่าเป็นการ์ตูนวัยรุ่นอ่าน ซึ่งจะเป็นรุ่นมัธยมต้นขึ้นไป ด้านเนื้อหาเราเชื่อว่ามันโอเค อย่างที่พูดไปแล้วว่าในสังคมคนทำงานของญี่ปุ่น มีผู้ชายเป็นกำลังสำคัญ เขาคงไม่โง่ถึงขนาดจะมอมเมาและทำลายวัยรุ่นที่จะโตขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของประเทศเขาหรอก และที่น่าสนใจคือขณะที่เรามองว่าสื่อบ้านเค้ารุนแรง แต่สังคมบ้านเรากลับจะมีปัญหาหนักกว่าบ้านของเค้าทั้งด้านทางเพศและความรุนแรง ดังจะเห็นในหนังว่ายากูซ่าเค้าแค่เอามีดฟันกัน

QN - แต่ของเราเด็กยังควงปืนยิงกันได้
บก.- ครับ ของเค้าบางครั้งการ์ตูนคือตัวปลดปล่อยอารมณ์ที่ไม่พึงประสงค์ออกไปผ่านจินตนาการ แต่เรากลับมองว่าเป็นตัวกระตุ้นทั้งๆ ที่จริงๆแล้วความรุนแรงไม่ได้อยู่ที่การ์ตุน ทำไมเด็กอาชีวะถึงตีกัน ทำไมคนระดับล่างถึงก่ออาชญากรรมได้ง่ายกว่า นี่ไม่ใช่มาจากการอ่านการ์ตูน ปัจจัยที่ป้องกันไม่ให้คนคนทำชั่วมี 2 อย่างคือ ศีลธรรมที่มองไม่เห็นกับ ต้นทุนทางสังคมที่มองเห็นได้ง่ายกว่า คนที่มีต้นทุนทางสังคมสูงอาจจะไม่ใช่คนดีเสมอไปแต่ก็เป็นสิ่งเหนี่ยวรั้งสติไม่ให้หลงทำผิดไปอย่าง่ายดายนัก อย่างน้อยก็ยังเสียดายต้นทุนทางสังคมที่ตัวเองอุตส่าห์สร้างมา ดังนั้นการให้การศึกษา การให้คนมีอาชีพที่ดี มีการยอมรับจากสังคม จึงเป็นการสร้างต้นทุนให้กับคนในสังคม ให้คนมีสิ่งที่เหนี่ยวรั้ง อย่างเด็กที่ตีกัน น้อยเหลือเกินที่จะเป็นเด็กเรียนดี ดังนั้นการที่สังคมไล่ให้เด็กไปเรียนหนังสือแทนที่จะตีกัน ก็ต้องถามว่าถ้าพวกนี้เป็นเด็กเรียนดีแล้วจะมาตีกันหรือ การเรียนไม่ดีหรือหัวไม่ดีไม่ใช่ความผิด แต่การที่กำหนดกรอบให้คนที่เรียนดี หัวดีเท่านั้นที่สังคมจะยอมรับ เป็นการบีบให้คนที่ไม่สามารถปรับตัวกับการศึกษาระบบท่องจำต้องหลุดกรอบไปเป็นพลเมืองชั้นสองในสังคม อยู่ในสังคมเถื่อนที่สร้างกันขึ้นมาเองเพราะผู้ใหญ่ในสังคมไม่เหลียวแล ไปสร้างจุดเด่นของตัวเองด้วยการไล่ตีกัน สร้างวีรกรรมในรูปแบบตัวเอง ให้เพื่อนๆในกลุ่มยอมรับกันเอง ทางออกจึงไม่ใช่การไล่จับ หรือการไล่ให้ไปเรียนซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เขาไม่ถนัด แต่ต้องหาทางให้เขามีกิจกรรมร่วมกับสังคม และได้รับการยอมรับยกย่องจากสังคมโดยไม่จำเป็นต้องเรียนเก่งอย่างเดียว แต่เป็นอะไรก็ได้ที่มีประโยชน์ต่อสังคม และไม่สร้างความเดือนร้อนให้ใคร ไม่ใช่การตีกรอบเพียงกรอบเดียว ควรจะเปิดทางเลือกหลายๆอย่างให้กับเยาวชน ซึ่งมีหลากหลายนิสัย หลากหลายบุคลิก

QN - งั้นเราควรศึกษาสังคมก่อนมาจับการ์ตูนรึเปล่าครับ
บก. ก็คงใช่ครับ แต่สิ่งที่น่าจะพูดถึงก็คือความชัดเจนของมาตรฐานสังคมที่ว่า "ทำอย่างไรจึงจะเป็นเด็กดี" ตอนนี้เด็กเองก็งงว่าผู้ใหญ่จะเอายังไงกันแน่ จะต้องทำยังไงผู้ใหญ่ถึงจะถูกใจ ถึงขนาดที่เด็กเรียนดีบางคนออกปากถามแล้วว่า "แล้วพวกคุณจะให้ผมทำอะไรก็บอกมาซี่" แต่ตัวผู้ใหญ่ก็ยังงงๆอยู่ระหว่างค่านิยมเก่าที่ยกย่องคนมีการศึกษา คนมีตำแหน่งสูงๆ กับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมที่ทำให้คนเป็นแบบนั้นได้ลำบากขึ้น

QN - เหมือนเรื่องการ์ตูนสินะครับ
บก. บอกตรงๆผมคิดว่าผู้ใหญ่ในสังคมก็คงยังไม่รู้เหมือนกันว่าควรจะทำยังไงดี หรือควรจะขีดเส้นมาตรฐานไว้ตรงไหน

QN - งั้นควรรีบจัดเรตสินะครับ
บก.- ถ้ามีก็ดีแต่กรรมการควรเป็นคนที่รู้เรื่องการ์ตูนด้วย เพราะผู้ใหญ่นั้นส่วนมากชอบคิดว่าการ์ตูนคือสื่อของเด็กประถมต้น ผมเองก็ยังเคยทะเลาะกับเพื่อนนักข่าวมาแล้วเพราะเขาบอกว่าแก่ป่านนี้แล้วยังอ่านการ์ตูนอีกรึ(ฮ่าๆ) ทั้งๆที่การ์ตูนยุคใหม่มันไม่ใช่หนังสือเด็กอีกแล้ว มันเป็นสื่อตัวหนึ่ง ที่สื่อทั้งด้วยตัวหนังสือและด้วยภาพ สามารถเสพได้ง่าย และพกพาได้ง่าย สื่ออารมณ์ได้ดีกว่านวนิยาย จึงมีกลุ่มผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย แยกออกมาเป็นเอกเทศจากสื่ออื่นๆ

QN - แล้วการจัดเรตเราควรดูค่ายไหนเป็นแนวทางดีระหว่าง อเมริกากับญี่ปุ่นครับ
บก.- ผมว่าเราควรมีของตัวเองมากกว่า เพราะหลักของอเมริกาเองตอนที่จัดเรตติ้งของการ์ตูนญี่ปุ่น ก็ยังมีเรื่องบ้าจี้แบนการ์ตูนภาพแบบเด็กประถมเพราะมีฉากอาบน้ำ ดังนั้นเราจะยกมาทั้งดุ้นก็คงไม่ดี อีกอย่างเรายังขาดการอบรมเลี้ยงดูเด็กของเราให้มีความความรับผิดชอบตัวเองตั้งแต่วัยรุ่นได้เท่าเขา จึงดึงมาทั้งดุ้นไม่ได้ ส่วนด้านญี่ปุ่นนั้นถือว่าเค้ามีการจัดด้วยหัวหนังสือนิตยสาร หรือการจัดชั้นวางไปแล้ว

QN - คิดว่าอีกนานมั้ยครับกว่าจะจัดเรตได้
NED-คงจะยังยากครับ เพราะบ้านเราค่อนข้างจะยังช้าในเรื่องนี้อยู่ คนไทยเองก็เพิ่งจะยอมรับว่าการ์ตูนไม่ไร้สาระเมื่อเร็วๆนี่เอง ส่วนหนึ่งก็เป็นผลงานของสมาคมการ์ตูนไทย ที่ทำให้ผู้ปกครองยอมรับการ์ตูนมากขึ้น ดังนั้นแล้วจะให้ยอมรับแนวคิดที่ว่า การ์ตูนไม่ใช่สื่อสำหรับเด็กประถมเท่านั้น หรือลบอคติต่อการ์ตูนญี่ปุ่น ก็คงจะทำไม่ได้ในเร็ววันแน่ แต่สังคมไทยมีรูปแบบที่เรียกว่าการตกผลึกของปัญหา คือมันจะสั่งสมตัวเองจนถึงจุดแล้วก็จะได้คำตอบเองครับ

QN แต่การ์ตูนก็มีประโยชน์นะครับ
บก. ประโยชน์ของการ์ตูนอยู่ที่การสร้างแรงบันดาลใจ และการสร้างพฤติกรรมที่พึงประสงค์ โดยการสร้างอารมณ์และความสะเทือนใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่หนังสือเรียนหรือห้องเรียนทำไม่ได้ แต่เรามักจะมองว่าการเรียนรู้มีอยู่แค่ในห้องเรียน ซึ่งจริงๆแล้วห้องเรียนให้ได้แค่ I.Q. แต่การสร้าง E.Q. ต้องทำโดยผ่านกิจกรรมสังคม หรือผ่านสื่อที่สร้างความสะเทือนใจได้อย่างเช่นวรรณกรรมดีๆ นวนิยายดีๆ หรือสำหรับคนที่อ่านหนังสือไม่เก่ง การ์ตูนหรือหนังอนิเมชั่นดีๆก็สามารถสร้างความสะเทือนอารมณ์จนหล่อหลอมให้เกิดพฤติกรรมที่เหมาะสมได้ แต่ในความเป็นจริง เรายังจับความรู้ผูกกับการเรียน เหมือนกับคนญี่ปุ่นที่พยายามอัดลูกด้วยการเรียนหนังสือจนไม่มีเวลาให้กับวัยเด็กของตัวเอง ที่สังคมญี่ปุ่นเสื่อมลงไม่ใช่เพราะการ์ตูนหรอก แต่เพราะความเครียดในการเรียนจากระดับล่าง และวิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมาทำลายระบบการจ้างงานตลอดชีวิตของญี่ปุ่น เด็กวัยรุ่นที่อยู่ตรงกลางก็ยิ่งสับสน อนาคตที่อุตส่าห์ลำบากฝ่าฟันมาก็มองไม่เห็นเสียแล้ว จะเรียนหนักไปก็ไม่รู้ว่าจะเรียนออกไปตกงานเหมือนพ่อแม่ผู้ปกครองหรือเปล่า นี่ต่างหากที่ทำให้เด็กสิ้นหวัง และปฏิเสธสังคมด้วยพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์

QN - เหมือนเด็กไทยรึเปล่าครับ
บก. เรารับระบบเค้ามาทั้งดุ้น ก็คงเจอปัญหาแบบเดียวกัน ดังที่เห็นว่าตอนวิกฤติเศรษฐกิจ วิศวกร สถาปนิก ตกงานกันเพียบจนหันไปเรียนป.โทเป็นแถวทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะเรียนมาทำไม

QN - งั้นเราควรสอนให้เด็กเรียนรู้สังคมมากกว่าเรียนวิชาความรู้หรือครับ
บก. เรื่องการเปลี่ยนแปลงการศึกษานั้น พูดยากครับ เพราะผู้ใหญ่บ้านเราก็ยังลองผิดลองถูกกันอยู่เลย จะวางแผนการศึกษาโดยอิงอเมริการึ การเลี้ยงดูเยาวชนของเราก็เป็นคนละแบบกัน คนที่จะมาเป็นแกนนำกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีกว่าก็ไม่มี คนกลุ่มอ่านการ์ตูนก็ไม่มีปากเสียงอะไร พวกนักวิชาการที่เป็นคนร่างนโยบายก็ไม่ใช่คนอ่านการ์ตูน แถมยังเป็นกลุ่มเด็กเรียน นโยบายออกมาก็เลยมองแค่กลุ่มเด็กเรียนเป็นหลัก อาจจะเป็นไปได้ว่าคนการ์ตูนรุ่นผมคงไม่ชอบงานราชการซะละมั้ง(ฮ่าๆ) สังคมเองก็ไม่ให้การยอมรับคนอ่านการ์ตูนเสียด้วย มองว่าคนอ่านการ์ตูนทำตัวเป็นเด็กๆ แต่คนอ่านนิยายกลับได้รับการยอมรับ สงสัยถ้าจะเปลี่ยนภาพพจน์นี้ก็คงต้องให้นักเขียนการ์ตูนได้ซีไรท์ก่อนละมั้ง(ฮ่าๆ)

QN - แต่นั่นก็ต้องมีคนการ์ตูนเป็นกรรมการซีไรต์ด้วยนะครับ งั้นช่วง 10 ปีนี้ก็คงยังไม่เกิดสินะครับ
บก. หวังยากครับ

บางครั้งสื่อที่สร้างความ "สะใจ" พวกนี้ก็ถูกเอาไปใช้ผิดๆโดยคนบางกลุ่มบางพวก แทนที่จะใช้ "ปลดปล่อย" ก็นำไปใช้ "กระตุ้น" พฤติกรรมของตัวเอง

QN - เรื่องการแก้ไขปัญหาความรุนแรงนี่เราควรจะปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กสินะครับ
บก.- แน่นอนครับ เด็กนั้นเราปลูกฝังง่ายในวัยเด็กช่วงต้น ตั้งแต่ 3-12 ปี ชนิดที่เรียกได้ว่าสอนปุ๊บเข้าหัวปั้บ ถ้าไม่สร้างวินัยและทัศนคติที่ถูกต้องให้ในวัยนี้ การจะไปแก้ไขในวัยรุ่นก็เป็นเรื่องยากแล้ว วัยนี้แหละที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรจะเข้มงวดกับสื่อที่เด็กจะบริโภค อันที่จริงเรื่องการเสพสื่อต่างๆก็มองได้ 2 แง่ การเสพสื่อที่มีความรุนแรงใช่ว่าจะเป็นการสร้างความก้าวร้าวเสมอไป ในบางกรณีมันไม่ใช่การกระตุ้น แต่เป็นการปลดปล่อยสัญชาติญานที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไปในทิศทางที่ไม่ก่อให้เกิดอันตราย อย่างคนเพศชาย โดยปกติก็จะมีความรุนแรงแฝงยีนส์อยู่แล้ว อย่างการชอบยิงนกตกปลา การเล่นอะไรผาดโผน เสี่ยงๆ หาเรื่องเจ็บตัว ซึ่งเป็นสัญชาติญานที่เดิมช่วยให้คนเรารอดชีวิต เพราะถ้าผู้ชายไม่กล้าฆ่า แล้วเราจะเอาเนื้อที่ไหนมากิน หรือเราจะต่อสู้ป้องกันครอบครัวของเราได้ยังไง แต่ในสังคมเมือง สัญชาติญานพวกนี้เป็นสิ่งเกินจำเป็น ก็ต้องหาทางระบายออกทางอื่น บางคนก็ใช้กีฬา หรืองานอดิเรก แต่บางคนก็ใช้วิธีดูหนังดิบๆ โหดๆ เพื่อปลดปล่อยพลังด้านลบพวกนี้ ซึ่งการ์ตูนก็เป็นอีกหนทางหนึ่ง การ์ตูนที่อ่านแล้ว "สะใจ" ก็เป็นอะไรที่ช่วยให้เด็กปลดปล่อยความคับข้องใจในชีวิตประจำวันได้ บางครั้งสื่อที่สร้างความ "สะใจ" พวกนี้ก็ถูกเอาไปใช้ผิดๆโดยคนบางกลุ่มบางพวก แทนที่จะใช้ "ปลดปล่อย" ก็นำไปใช้ "กระตุ้น" พฤติกรรมของตัวเอง ซึ่งตรงนี้แหละที่ทำให้สื่อที่มีความรุนแรงถูกมองในแง่ลบ แต่จริงๆแล้วมันอยู่ที่การนำไปใช้ และอยู่ที่ตัวผู้ใช้ ก็เหมือนมีด ที่เราใช้ประโยชน์ได้มากมาย แต่ถ้ามีคนหยิบไปแทงคน ความผิดควรจะอยู่ที่มีดหรือที่คนแทงกันล่ะ? จริงๆแล้วในฐานะพ่อแม่หรือผู้ปกครอง เราก็สามารถจะอาศัยสื่ออย่างการ์ตูนหรือหนัง เป็นปรอทวัดพฤติกรรมเด็กวัยรุ่นในปกครองของเราได้ ถ้าเด็กของเราบริโภคสื่อที่มีนัยทางเพศหรือสื่อที่รุนแรงแบบนานๆครั้ง โดยที่ไม่มีพฤติกรรมอื่นผิดปกติ เราก็อาจสรุปได้ว่าเด็กเสพสื่อเพื่อการระบายอารมณ์ที่ไม่พึงประสงค์ แต่หากเด็กมีการสะสมเฉพาะสื่อที่มีนัยทางเพศหรือมีความรุนแรง ก็จะเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นแล้วว่าเด็กมีปัญหา และกำลังสร้างบุคลิกและพฤติกรรมในแง่ลบ โดยอาศัยสื่อที่มีความรุนแรงเป็นตัวสะท้อนพฤติกรรมต่อต้านสังคม และบ่มเพาะพฤติกรรมตัวเอง ซึ่งตรงนี้ต้องมองว่าปัญหาอยู่ที่ปัจเจกชน คือตัวเด็ก แทนที่จะแก้ปัญหาที่สื่อซึ่งเป็นปลายเหตุ พ่อแม่ผู้ปกครองควรจะเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด หาสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากอะไรกันแน่ ไม่ว่าจะเป็นการขาดความอบอุ่นในบ้าน ปัญหาการเรียน ปัญหาการถูกปฏิเสธจากกลุ่มเพื่อน เยาวชนแต่ละคนต่างก็มีความแตกต่างกันไปตามเพศ ตามวัย ตามสภาพร่างกาย และสภาพจิตใจ ดังนั้นการเลี้ยงดูเด็กไม่มีสูตรสำเร็จ แต่คนเราสมัยนี้ชอบเลี้ยงดูลูกแบบใช้สูตรเดียว เลี้ยงดูให้การศึกษาเด็กผู้ชายแบบเด็กผู้หญิง หรือเลี้ยงเด็กผู้หญิงเหมือนเด็กผู้ชาย หรือชอบไล่เด็กให้ไปเล่นกีฬาบ้าง หรือไล่ให้ไปเรียนบ้าง ซึ่งบางครั้งขัดกับอุปนิสัยของเด็ก เรื่องการเรียนเป็นสิ่งจำเป็นก็จริง แต่การเล่น หรือการทำกิจกรรมที่ไม่เกิดโทษที่เด็กชอบก็ควรเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเด็กด้วย และเป็นส่วนที่ทำให้เด็กได้ค้นพบตัวเอง ไม่ใช่การเรียนระบบท่องจำไปสอบ

QN - งั้นถ้าจะถามว่าแนวทางการจัดเรตควรจะจัดยังไงครับ
บก.- น่าจะยึดญี่ปุ่นนะครับ แต่ผู้ที่จะมาช่วยจัดเรตติ้งต้องทำความเข้าใจเรื่องลักษณะแท้จริงของการ์ตูนญี่ปุ่นเสียก่อน อย่างภาพแรงก็จริงแต่แรงในระดับที่ผู้อ่านวัยนั้นรับได้รึเปล่า ไม่ใช่มีภาพหลุดนิดหลุดหน่อยก็ยัดเยียดให้เป็นของเสียซะหมด อีกประการเราต้องมองก่อนว่าสื่อการ์ตูนแยกออกมาเป็นสื่อ 1 สื่อที่เป็นเอกเทศ มีคนเสพทุกเพศวัยไม่ใช่ เป็นแค่ Sub set ของหนังสือเยาวชนอีกต่อไป จึงจะสามารถจัดเรตติ้งการ์ตูนได้ถูก

QN - เช่นการ์ตูน Y รึเปล่าครับ
บก. จริงๆแล้วการ์ตูน Y ก็เป็นส่วนหนึ่งนะครับ แต่เราคงจะจะจัดอยู่ในเรตใดเรตหนึ่งเลยไม่ได้เพราะตัวกลุ่มการ์ตูนเองก็มีเรตแปรผันกันไปตามเรื่อง

QN - แล้วแบบการ์ตูนรักครบรสที่มีความรักทั้งในแบบชายๆ หญิงๆ เด็กกับผู้ใหญ่ ครูศิษย์ของที่ดูจะเป็นการ์ตูน Uni-Sex เนื้อเรื่องจัดว่ามีปัญหามั้ยครับ
บก. อันนี้มันเป็นจินตนาการเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเพศ ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเพศสัมพันธ์เสมอไป อาจจะเป็นแค่ความฝันหวานแหววเรื่องความรักเสียมากกว่า ซึ่งในเด็กผู้หญิงวัยช่างฝัน การแอบชอบรุ่นพี่ หรือแอบชอบครูฝึกสอนอะไรพวกนี้มันเป็นเรื่องปกติ ตราบใดที่ยังไม่มีการล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้น อันที่จริงการจะฟันธงว่าขอบเขตระหว่างจินตนาการเรื่องความรักกับเรื่องทางเพศอยู่ตรงไหนมันก็ทำได้ยาก การมองว่าอันไหนเป็นภาพยั่วยวนทางเพศ ก็ตัดสินได้ยากเหมือนกัน ถ้าเราจะบอกว่าผู้หญิงโป๊ทำให้เกิดอารมณ์เพศ ก็ต้องถามว่าโป๊แค่ไหนล่ะ อย่างคนจีนโบราณ แค่ถอดรองเท้าให้เห็นเท้าเปล่านี่ก็ถือว่ากระตุ้นทางเพศแล้ว แล้วแบบนี้เราจะจัดการมันยังไง จะป้องกันมันแบบไหน เพราะสิ่งกระตุ้นนั้นแท้จริงแล้วมันอยู่ในตัวเราเอง ต่อให้พยายามกวาดล้างสิ่งยั่วยุออกไปแค่ไหน แต่ตราบเท่าที่มีแรงขับจากภายใน ไม่ว่าอะไรกลายเป็นสิ่งกระตุ้นทางเพศได้ทั้งนั้นแหละ มันอยู่ที่การปลูกฝังจริยธรรมทางเพศ การเคารพตัวเองและเพศตรงกันข้าม การมีวินัยและรู้จักควบคุมตัวเองให้กับเด็กมากกว่าจะพยายามปิดหูปิดตาเด็ก สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือการสร้างต้นทุนทางสังคมเพื่อป้องกันการทำชั่ว บ้านเราเริ่มรับเอาระบบ Winner Win all Loser lose all ของตะวันตกมาใช้ คนที่ชนะก็ได้ต้นทุนทางสังคมทั้งหมดไป ทั้งเกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทอง คนแพ้ที่ไร้ต้นทุนทางสังคม ถ้าไม่มีคุณธรรมบางๆไว้เหนี่ยวรั้ง ก็พร้อมที่จะทำอะไรผิดๆลงไปได้เสมอตามประสาคนไม่มีอะไรจะเสีย แล้วคนชนะก็จะเข้าไปจัดระบบเพื่อเอื้อคนแบบตนต่อไป นอกจากนี้ในสังคมเราก็มีปัญหาเรื่องการกำหนดขอบเขตของคำว่า "คนดี" คนดีในสังคมเราดูจะมาตรฐานสูงสุดกู่จนเป็นได้ยากเสียเหลือเกิน เป็นเหมือนผ้าขาวที่จะแปดเปื้อนอะไรไม่ได้เลย คงมีแต่ เด็กเก่งๆ คนเหนือมนุษย์ไม่กี่คนกระมังที่จะเป็นคนดีได้ แล้วเด็กที่อยู่ระดับกลางๆจะทำยังไง อันที่จริงที่บอกว่า "สังคมเลวเพราะคนดีท้อถอย" นั้นยังไม่ถูกนัก น่าจะพูดว่า "สังคมเลวเพราะคนท้อถอยที่จะเป็นคนดี" มากกว่า ถ้าเราตั้งเป้าไว้แค่ว่า "คนดีคือคนที่ไม่ทำให้คนอื่นและตนเองเดือดร้อน และพยายามพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นๆ...แม้จะแย่ลงบ้างบางครั้ง แต่ก็ตั้งใจว่าจะทำให้ดีขึ้นๆต่อไปโดยไม่ท้อถอย" แบบนี้สโคปของความดีก็จะกว้างกว่า เราก็จะได้เด็กดีๆมาประดับสังคมอีกเยอะ ซึ่งจริงๆแล้วตรงนี้แหละที่เป็นคุณธรรมที่สอนกันผ่านตัวเอกในการ์ตูนวัยรุ่นแทบทุกเรื่อง เพียงแต่เรามองข้ามกันไปเอง อย่างสิ่งผิดปกติที่การ์ตูนมักจะตกเป็นจำเลยก็คือเด็กมีพฤติกรรมผิดๆตามตัวละครบางตัวในการ์ตูน อย่างเรื่องการรีดไถ หรือจับกลุ่มรังแกคนอื่น แต่ในการ์ตูนหรือนวนิยาย หรือหนังทุกเรื่องมีทั้งตัวเอกตัวโกง แต่ทำไมเด็กถึงเลือกเลียนพฤติกรรมน่ารังเกียจของตัวโกงแทนที่จะเป็นตัวเอก หรือในการ์ตูนหรือนวนิยาย สอนให้คนเข้มแข็งปกป้องคนอ่อนแอ แต่เด็กบางคนกลับมีพฤติกรรมตรงกันข้าม อันนี้แทนที่จะโทษการ์ตูน ก็ต้องสงสัยไว้ก่อนแล้วว่าเราอบรมสั่งสอนเด็กมาแบบไหน เด็กมีสิ่งแวดล้อมแบบไหน หรือมีปัญหาอย่างไรจึงเลือกพฤติกรรมที่สังคมปฏิเสธ และที่การ์ตูนไม่ได้สอน

"คนดีคือคนที่ไม่ทำให้คนอื่นและตนเองเดือดร้อน และพยายามพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นๆ...แม้จะแย่ลงบ้างบางครั้ง แต่ก็ตั้งใจว่าจะทำให้ดีขึ้นๆต่อไปโดยไม่ท้อถอย"

QN - งั้นเราต้องโชว์ประโยชน์การ์ตูนรึเปล่าครับถึงจะเปลี่ยนความคิดได้
บก. ก็มีส่วนครับ ต้องยอมรับเลยว่ากิจกรรมการ์ตูนตอนนี้ได้รับการสนับสนุนกันมากขึ้น อย่างการประกวดวาดภาพการ์ตูนที่พ่อแม่ขับรถมาส่งลูกๆ การประกวดคอสเพลย์ที่เด็กๆทุ่มเทแต่ง จริงๆแล้วทางเราก็ไม่สนับสนุนให้ใช้ของแพงๆ หรอกนะอยากให้ตัดเองมากกว่า แต่ถ้าเทียบกับเด็กไม่อ่านการ์ตูนบางพวกที่สุรุ่ยสุร่ายกับของฟุ่มเฟือย สินค้าแบรนด์เนม จนบางคนยอมขายตัวเพื่อเอาเงินมาช็อปปิ้งแล้ว การใช้เงินไปกับคอสเพลย์ก็ยังถือว่าดีกว่าเยอะ ส่วนถ้าจะถามว่าทำไมการ์ตูนถึงแพร่หลาย ก็เพราะมันเข้ากับวิถีชีวิตแบบเมืองที่ใช้เวลาน้อยในการหาความบันเทิงเพื่อหย่อนใจ เราพบว่าการ์ตูนจะขายดีในเมืองเนื่องด้วยเมืองนั้นมีสภาพที่เร่งร้อนจะหาเวลามาพักผ่อนทีก็ยากแสนยากยกตัวอย่างจะดูหนังทีก็ต้องมีเวลาราว 5 ช.ม.เป็นอย่างน้อย เมื่อเทียบกับการ์ตูนที่หาอ่านง่ายใช้เวลาสั้นในราคาถูกแล้ว นี่คือสิ่งที่คนเมืองต้องการมากว่า ถ้าลูกหลานของคุณต้องเรียนหนังสือมาหนักๆ ก็ควรจะปล่อยให้เด็กได้มีเวลาพักผ่อนและ "หย่อนใจ" บ้าง อย่างน้อยๆให้เด็กนั่งอ่านการ์ตูนให้เห็นอยู่ในสายตาก็น่าจะดีกว่าปล่อยให้ออกไปเถลไถลนอกบ้านไกลหูไกลตา เสี่ยงอันตรายโดยที่พ่อแม่ไม่รู้ไม่เห็น ถ้ามองกันให้ดีๆ การ์ตูนที่ได้รับการยอมรับจากกลุ่มคนอ่านแทบทุกเรื่อง จะคมทั้งในแง่ของภาพ อารมณ์และเนื้อเรื่อง อีกทั้งยังสอดแทรกเนื้อหาในระดับที่เหมาะแก่วัย น่าแปลกที่เรื่องนี้กลับถูกมองข้าม อีกข้อหาที่การ์ตูนมักจะโดนตำหนิคือการใช้ภาษาพูดแทนที่จะใช้ภาษาเขียน แต่การ์ตูนไม่ใช่หนังสือเรียน หน้าที่ของการ์ตูนก็คือสร้างความบันเทิง สร้างความสะเทือนอารมณ์ หน้าที่ให้ความรู้ทางภาษาอยู่ที่หนังสือเรียน ซึ่งควรจะทำหน้าที่นี้ให้เต็มที่ด้วยการจัดหลักสูตรที่เหมาะสมกับภาษาไทย อย่างปัจจุบันเราไปรับหลักสูตรฝรั่งมาใช้ โดยการเริ่มสอนเด็กด้วยคำศัพท์ แทนที่จะหัดให้ประสมสระ วรรณยุกต์ ซึ่งมีเฉพาะภาษาไทย โดยมองว่ามันเป็นของเก่าตกยุค โดยลืมไปว่าในโลกนี้มีแค่ภาษาตระกูลไทยที่มีวรรณยุกต์ทั้งรูปทั้งเสียง แถมยังมีอักษร สูง กลาง ต่ำ อีก ในเมื่อไม่เริ่มสอนตรงนี้ก่อน เด็กก็เลยผันวรรณยุกต์ผิดกันเป็นแถว เริ่มต้นผิดก็พลาดไปไกลแล้ว อีกอย่างที่เรามักจะเรียกร้องจากการ์ตูนก็คือสาระ แต่เราจะจำกัดความหมายของคำว่าสาระไว้ตรงไหน ถ้าหมายถึงข้อมูล ก็ต้องไปหาจากหนังสือเรียน แต่ถ้าคำว่าสาระ หมายถึง "ประโยชน์" ถ้าลูกหลานคุณที่เคยชอบยิงนกตกปลา อ่านการ์ตูนแล้วเกิดความสะเทือนใจ เลิกฆ่าสัตว์ตัดชีวิต หรือเด็กที่ท้อถอยหดหู่ อ่านการ์ตูนบู๊ผจญภัยแล้วเกิดแรงกระตุ้นให้ฮึกเหิม มีกำลังใจที่จะต่อสู้ชีวิตต่อ นี่จะเรียกว่าสาระหรือเปล่า และสาระพวกนี้มีให้เฉพาะในสื่อบันเทิงเท่านั้นหรอกนะ ไม่มีให้ในห้องเรียนหรอก แต่เรามักจะจำกัดการเรียนรู้ให้อยู่แค่ I.Q. และอยู่ในห้องเรียนเท่านั้น ไม่ยอมรับสื่อชนิดอื่นนอกจากหนังสือเรียน นี่แหละข้อเสีย

QN จัดเรทก็คงต้องมาจากภาครัฐอย่างเดียว สินะครับ
บก.- ค่อนข้างจะคิดว่าอย่างนั้นนะครับ

QN - งั้นสภาพคลุมเครือแบบนี้จะจบที่ไหนครับ
บก.- ผมถามคนฝ่ายรัฐที่รับผิดชอบเรื่องนี้เองก็ยังจับทางไม่ค่อยถูก ถ้าคนการ์ตูนจะเสนอข้อมูลคงต้องมีสื่อของตัวเองบ้าง คนที่ออกนโยบายต่างๆนั้นคือรัฐก็จริง แต่คนที่จุดประเด็นขึ้นมามักจะเป็นสื่ออื่นที่มีอคติกับการ์ตูน อยู่แล้ว จับแค่บางแง่มุมหรือการ์ตูนบางตัวที่ล่อแหลมขึ้นมาโจมตีการ์ตูนทั้งหมด คนทั่วไปก็แห่ไปตามกระแส แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรดีขึ้นมา

QN - แล้วมีความเป็นไปได้มั้ยครับว่าจะมีองค์กรการ์ตูนมาทำเรื่องนี้
บก.- ตอนนี้สมาคมการ์ตูนไทยก็ร่วมทำอยู่กับกระทรวงวัฒนธรรมครับ แต่ก็ค่อนข้างจะเป็นอีกแนวทางนึง ของเค้านั้นเป็นการ์ตูนสีขาว ซึ่งเหมาะกับเด็กวัยต้น แต่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าสำหรับเด็กวัยรุ่นแล้ว การ์ตูนที่เสพจะต้องมีความสมจริง เหมือนชีวิตจริง ซึ่งชีวิตคนไม่ได้มีแต่สีขาว บางครั้งดำสนิทด้วยซ้ำ อีกอย่างก็คือการตีความว่าการ์ตูนไทยคืออะไร เราจะยอมรับแค่การ์ตูนที่คนไทยเขียนไหม หรือจะยอมรับการ์ตูนต่างชาติที่แปลเป็นภาษาไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของการ์ตูนไทยด้วย ซึ่งจะทำให้เรามีมุมมองที่กว้างขึ้น ข้อดีอีกแง่คือแทนที่เราจะต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรสร้างการ์ตูนของเราเองขึ้นมา เราก็สามารถจะคัดสรรการ์ตูนต่างประเทศที่ดี มีคุณค่าที่จะอ่านให้กับเยาวชนของเราได้ สิ่งสำคัญก็คือเปิดใจให้กว้างยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรมในบางจุด และผมเชื่อว่าเราจะพบสิ่งดีๆในการ์ตูนญี่ปุ่นมากกว่าที่เราคิด

QN - งั้นเรตติ้งสมควรมาจากประชาชนหรือรัฐครับ
บก.- รัฐคงเป็นคนเริ่มแต่จะจบได้ดีคงต้องมีนักอ่านการ์ตูนเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยด้วย สำหรับนักอ่านการ์ตูนเอง ถ้าจะตอบโต้คนที่เค้าตำหนิ เราน่าจะจับประเด็นให้ถูกก่อน แน่นอนว่าการ์ตูนมีแง่บวก แต่ก็มีแง่ลบเช่นกัน สิ่งหนึ่งที่ทำให้ปัญหาไม่จบก็คือการที่คนไทยเราไม่ยอมรับสีเทา ถ้าจะขาวต้องขาวจั๊วะ ถ้าจะดำต้องดำปี๋ จริงๆแล้วการ์ตูนบางเรื่องก็ต้องมีดำๆขาวๆบ้างสลับกันไปตามความต้องการของคนอ่าน

QN งั้นทางเนชั่นต้องการ การจัดเรตมั้ยครับ
บก. -ได้ก็ดีครับ จะได้มีความชัดเจน แต่ในการจัดเรตก็ต้องสอดคล้องกับความเป็นจริงด้วยว่าคนในวัยนี้ควรจะอ่านได้แค่ไหน ควรจะมีฉากรุนแรงได้ระดับไหน

QN หรือว่าคนที่จัดเรต กลัวว่าถ้าจัดเรตแล้วจะทำให้ของที่เคยอยู่ใต้ดินกลายมาเป็นของถูกต้องครับ
บก.- ก็มีส่วนครับ แต่พูดจริงๆแล้วคนบ้านเรายังไม่พยายามทำความเข้าใจบทบาทของสื่อในการ "กล่อมเกลา", "ระบาย" และ "กระตุ้น" เลย สื่อที่ใช้ "กล่อมเกลา" จะต้องเนียนมากๆ เหมือนหนังโฆษณา แอบสร้างความสะเทือนใจหรืออารมณ์คนอ่านให้ไปในทิศทางที่ต้องการ ซึ่งบางครั้งภาพลักษณ์ภายนอกก็หลอกตาคนที่ไม่ใช่นักอ่านการ์ตูนได้ อย่างเรื่องออเรนจ์โร้ด ที่เกี่ยวกับเรื่องความรักของเด็กม.ปลาย ถ้าเป็นคนที่มีอคติกับการ์ตูนมาอ่านก็อาจจะโวยวายว่ามีภาพวาบหวิว แต่จริงๆเรื่องนี้ไม่มีนัยทางเพศเลย และสร้างความสะเทือนใจได้ลึกซึ้งมากๆ ส่วนสื่อที่ใช้ระบาย ส่วนใหญ่ก็จะโฉ่งฉ่าง ดิบๆ เพื่อความ "สะใจ" เพื่อระบายความคับข้องใจของคนอ่าน ซึ่งเด็กที่อ่านก็มีทั้งเด็กดีและเด็กที่มีปัญหา เพราะคนเราจะเป็นคนดีหรือไม่ดี ก็มีบางเวลาที่คับข้องใจอยากระบายออกกันทั้งนั้นแหละ แต่เด็กที่มีปัญหาก็อาจจะอยากระบายออกมากกว่า ก็เลยเสพการ์ตูนพวกนี้มากกว่า คนก็เลยมองว่าการ์ตูนพวกนี้ "กล่อมเกลา" เด็กให้มีปัญหา แทนที่จะมองว่าเพราะเด็กมีปัญหา ก็เลยต้องเสพการ์ตูนพวกนี้เพื่อระบายออก ดังนั้นถ้าลูกหลานคุณอ่านการ์ตูนพวกนี้มากเป็นพิเศษ แทนที่จะเก็บการ์ตูนเด็กไปเผา ก็ควรจะเข้าหาเด็ก จับเข่าคุยกันว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า ส่วนการ์ตูนที่ "กระตุ้น" จริงๆแล้วการกระตุ้นของสื่อมันก็มีแค่ช่วงเวลาสั้นๆ เหมือนกับเราดูหนังบู๊สักเรื่อง อดรีนาลีนในตัวก็จะฉีดพลุ่งพล่านอยู่สักพัก แล้วก็สงบไปเอง แต่ตัวนี้กลับกลายเป็นข้ออ้างให้พวกนักข่มขืน หรือบางทีพวกเราเองก็พยายามจะยัดเยียดให้การเสพสื่อพวกนี้เป็นสาเหตุของอาชญากรรม อาทิ นักข่มขืนต้องเสพสื่อลามก ฆาตกรต้องฟังเพลงเดธเมทัล เป็นต้น ทั้งๆที่คนอื่นๆเสพสื่อเดียวกัน แต่กลับไม่มีพฤติกรรมลบ เพราะเขาอาศัยสื่อเพื่อ "ระบาย" ไม่ใช่ "กระตุ้น" ก็เหมือนคนถือมีดอย่างที่กล่าวไปแล้ว จะเอาไปหั่นผักหรือเอาไปแทงคน ความผิดก็อยู่ที่คนใช้ ไม่ได้อยู่ที่มีด เราจะป้องกันโดยการกำจัดมีดทุกเล่ม หรือจะป้องกันโดยการแก้ปัญหาที่ตัวต้นเหตุคือตัวคนแทง โดยหาสาเหตุว่าทำไมถึงได้ไปไล่แทงคนอื่น แล้วแก้ที่สาเหตุนั้นแทน อีกอย่าง ปัญหาสังคมแต่ละอย่างอาจเกิดจากหลายๆสาเหตุ หรือสาเหตุอย่างเดียวอาจเกิดขึ้นจากหลายปัญหา หากแนวคิดของสังคมไทยยังเป็นแบบสังคมนิยมยาทัมใจ เม็ดเดียวแก้ปวดแก้ไข้ หายทุกโรค เราก็คงไปไม่ถึงไหน อย่างปัจจุบันที่เราพยายามจะหาจำเลย (แพะ) ให้กับสังคมว่าใครเป็นคนทำให้สังคมเสื่อม แล้วก็ชี้นิ้วมาที่การ์ตูน ทั้งๆที่ปัญหามันอยู่ที่ตัวโครงสร้างของสังคมทั้งระบบ การแก้ไขจะต้องกินยาชุด ให้น้ำเกลือ ฉีดยา ทำกายภาพบำบัด ไม่ใช่ว่าแค่จำกัดสื่อๆเดียวแล้วจะหาย แต่ก็เข้าใจว่าคนที่มีอคติกับการ์ตูนส่วนหนึ่งเป็นคนที่อยู่ใจกลางปัญหาสังคมจึงมองเห็นปัญหามากว่าข้อดี ทางออกก็คือต้องปรับความเข้าใจกันให้ได้

QN - แล้วการที่การ์ตูนเหมาะกับเด็กโตมากกว่าเดิมขึ้นเพราะเด็กประเทศเค้าน้อยลงรึเปล่าครับ
บก.- ก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่สำคัญคือความผูกพันระหว่างนักอ่านกับคนเขียน เมื่อนักอ่านวัยสูงขึ้นเปลี่ยนไปอ่านนิตยสารสำหรับผู้ใหญ่ นักเขียนก็มักจะย้ายเล่มตาม และเขียนการ์ตูนในลายเส้นเดิมแต่เพิ่มความรุนแรงมากขึ้นไปตามวัยของผู้อ่าน โดยมีนักเขียนรุ่นใหม่ๆ และนักอ่านรุ่นใหม่เข้ามาทดแทนช่องว่างที่เกิดขึ้น ซึ่งนี่เป็นปัญหาของคนทำงานด้านนี้ด้วยเช่นบางกรณีเรามีนักเขียนที่เขียนเรื่องให้กับนักอ่านวัยรุ่นมัธยม แต่เมื่อจบเรื่องนั้นไป ท่านก็ย้ายเล่มตามนักอ่านขึ้นไปทำงานในหนังสือระดับเด็กมหาวิทยาลัย และเขียนเรื่องแนวสำหรับผู้ใหญ่มากขึ้น เรื่องของท่านก็จะไม่เหมาะกับนักอ่านรุ่นเยาว์อีกต่อไป ในบางกรณี เรายังตีพิมพ์เรื่องสำหรับวัยรุ่นของท่านอยู่ แต่ไม่ได้เอาเรื่องใหม่มาจัดทำอีกเนื่องจากเกรงความเสี่ยง ก็อาจมีสำนักพิมพ์ไม่มีลิขสิทธิ์นำเข้ามาจัดทำจำหน่าย เมื่อกลุ่มที่มีอคติกับการ์ตูนไปเห็นเข้า ก็โจมตีงานใหม่ของอาจารย์ และพลอยเหมารวมเอางานเก่าของอาจารย์ที่เรามีจำหน่ายอยู่ไปด้วย เพียงเพราะเห็นว่าคนเขียนเป็นคนๆเดียว กรณีแบบนี้ก็มีเหมือนกัน อย่างไรก็ดี ถ้าจะว่าบ้านเรารับวัฒนธรรมญี่ปุ่น ก็เป็นอะไรที่รับมานานแล้วทั้งระบบการศึกษา เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารการกิน ถ้าจะรับการ์ตูนญี่ปุ่นมาอ่านด้วยก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ก็ควรจะพิจารณาเกณฑ์การจัดเรตแบบญี่ปุ่นดูบ้าง และนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบ้านเราก็น่าจะดีครับ

ทีมงานQN

บทความที่ท่านได้อ่านกันไปนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทความจากเวป www.cartoon.co.th หากท่านต้องการอ่านบทความนี้เต็มๆ สามารถไปตามลิ้งค์ด้านล่างนี้ได้เลยครับ

http://www.cartoon.co.th/read_report.asp?id=23[แกะรอยเรื่องเรทติ้ง Part 1]
http://www.cartoon.co.th/read_report.asp?id=24[แกะรอยเรื่องเรทติ้ง Part 2]
http://www.cartoon.co.th/read_report.asp?id=28[แกะรอยเรื่องเรทติ้ง Part 3]
http://www.cartoon.co.th/read_report.asp?id=30[แกะรอยเรื่องเรทติ้ง Part 4]

ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านกันครับ

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ผมชอบบทสัมภาษณ์นี้แฮะ
อ่านแล้วเป็นเหตุเป็นผลดี

แต่อย่างว่าล่ะครับ คงต้องรอให้ระบบจัดเรทภาพยนตร์เป็นรูปธรรมก่อน แล้วคงค่อยมาถึงเวลาของการ์ตูน
#1  by  jb (124.120.159.20) At 2006-08-16 07:42, 
ชอบเหมือนกันค่ะ อ่านแล้วแบบดูรู้ว่าคนตอบ ตอบอย่างเข้าใจลึกซึ้ง ไม่ใช่ตอบแบบขอไปทีอย่างคนที่ไม่เข้าใจอะไรเลย นับว่าโชคดีนะคะที่ยังมีคนที่เข้าใจอยู่

เสน่ห์ของการ์ตูนญี่ปุ่น อยู่ที่ความเป็นสีเทาล่ะมั้งคะ คือ พระเอกไม่ได้ดีเวอร์ และผู้ร้ายก็ไม่ได้ร้ายไปเสียหมด คนเราบางทีก็เบื่ออะไรที่มันอุดมคติเกินไปน่ะค่ะ พอได้มาเจออะไรที่มันสมจริงมันก็รู้สึกอินตามไปง่ายๆ

เรื่องจัดเรท..ยากค่ะ จะหาทางจัดเรื่องนี้ให้จริงจังนี่ แค่หนังสือโป๊ วีซีดีหนังโป๊ที่เกลื่อนกลาด ยังทำไม่ได้เลย ประสาอะไรจะมาจัดเรทการ์ตูน เรื่องมันดังๆเงียบๆหายๆเป็นระยะๆยังงี้ล่ะค่ะ นี่ล่ะเมืองไทย
#2  by  nuinthelewen At 2006-08-16 12:54, 
อีเต้ย ทำไมมันยาวมากเลยว้า อ่าไปครึ่งนึงก็ท้อ แล้ว
#3  by  JaJedi At 2006-09-04 13:17, 
พี่เต้ย เล่น GE กาน
พิงค์นามสกุล Gredevel
#4  by  pink (124.120.61.74) At 2006-10-11 16:26, 
อัพหน่อยเว้ยเต้ย
#5  by  JaJedi At 2006-10-25 21:23, 
ก็ดีนะ
#6  by  มะปราง (203.113.114.162 /192.168.12.122) At 2007-09-07 10:00, 

<< Home