2005/Nov/18

บทนำ...

ลึกลงไป...ใต้ผิวน้ำ...

ร่างของเอริธกำลังจมลึกลงไป ร่างเหยียดตรงให้ความรู้สึกเหมือนว่าเธอกำลังหลับอยู่ ร่างที่ค่อยๆจมลงสู่ทะเลสาบอันเยือกเย็นและเงียบสงบ ประกายแสงทอระยิบระยับบนผิวน้ำเหนือร่างไร้วิญญาณของเธอ ราวกับต้องการจะยึดไว้ไม่ให้จากไป

ใบหน้าที่สวยงามนั้น ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ความสนุกสนานของเธอที่ทำให้ทุกๆคนรอบข้างร่าเริง น้ำตาที่หลั่งไหลเมื่อเธอเศร้า จะไม่มีอีกต่อไปแล้ว

ร่างของเธอจะคงเหลือแต่เพียงความเงียบ และจะอยู่อย่างนั้นไปตลอดกาล

ทว่านั่นไม่ได้หมายความถึงจุดจบของเอริธ เธอกำลังเฝ้ามองอยู่ หากไม่ได้มองผ่านดวงตาสีเขียวทอประกายคู่นั้น แต่ด้วยวิญญาณของเธอ เธออยู่ในร่างสวยงามเต็มเปี่ยมด้วยพลังชีวิต ดูคล้ายผิวน้ำยามเกิดระลอกคลื่น กลายเป็นรูปร่างเดิมของเธอเมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ เธอกำลังจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าของคลาวด์ ซึ่งตกอยู่ในความเสียใจที่สูญเสียเธอไป

อย่าโทษตัวเองสิ ไม่มีอะไรต้องกังวลนี่นา ทุกอย่างเรียบร้อยดีนะ ถึงเมเทโอจะต้องตกลงมาก็เถอะ อย่าเศร้าเลยนะคลาวด์ คิดถึงตัวเองเข้าไว้นะ

เอริธพยายามจะบอกอย่างนั้นแต่ริมฝีปากกลับไม่ขยับไม่มีเวทย์มนต์ใดจะนำความคิดของเธอไปยังคลาวด์ได้ ร่างของคลาวด์ห่างออกไปเรื่อยๆ แสงระยิบบนผิวทะเลสาบค่อยๆ อ่อนลงเมื่อร่างของเธอจมลึกลงไปเรื่อยๆ เอริธรู้สึกได้ถึงซากโบราณสถานของเซตร้าใต้ท้องน้ำ-นครที่ถูกลืมเลือน เอริธ เซตร้าคนสุดท้ายได้ทำหน้าที่ของเธอเสร็จสิ้นแล้วในการปกป้องดวงดาว และไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วว่าสถานที่อันไร้ขอบเขตที่เธอกำลังจะเดินทางไปนั้น คือที่แห่งใด...

------------------------------------------------------

บทที่ 1

ใช่ ไม่สำคัญว่าเธออยู่ที่ใด

ร่างของเธอตกลงบนพื้นใต้ทะเลสาบ แต่เอริธยังคงดำดิ่งลึกลงไป

กายเนื้อของเธอจะยังคงอยู่ลึกลงไปใต้น้ำ ปกคลุมไปด้วยพืชน้ำสีขาวราวกับหิมะปกคลุมร่างกาย เป็นเครื่องบ่งบอกว่าขณะนี้เอริธได้ละทิ้งชีวิตอันแสนสั้นด้วยวัย 22 ปี สู่ความเป็นอมตะ และร่างกายของเธอจะสลายกลับสู่โลกอย่างช้าๆ

สัมปชัญญะของเอริธกำลังเดินทางสู่สถานที่เบื้องล่างลงไปอีก

ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อเธอเป่าฝุ่นที่ลอยอยู่รอบๆตัวเธอเบาๆ เอริธเดินทางต่อไปผ่านม่านตะกอนหนาลงไปยังเบื้องล่าง เธอเห็นเพียงแค่ความมืดมิด แต่รู้สึกอบอุ่น โลกไร้แสงที่เธอไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป

เธอตระหนักในไม่ช้าว่าสิ่งที่รู้สึกสัมผัสอยู่ไม่ใช่โคลนหรือตะกอนดิน สัมผัสของเธอรับรู้สิ่งนั้นว่าอยู่รอบกาย สัมผัสทั้ง 5 ทำงานดีขึ้นและทำให้เอริธทราบว่าสิ่งนั้นคืออะไร

โลกที่เธอกำลังมองอยู่นั้นไม่ใช่ความมืดมิด

เธอกำลังอยู่ท่ามกลางแสงสีเขียวเรื่อๆ เธอทราบทันทีว่าเธอกำลังเห็นอะไร สายธารแห่งพลังนับพัน ไม่ นับล้าน กำลังไหลเวียนหมุนวนอยู่ทุกซอกมุมของดวงดาว ลำแสงที่ห่อหุ้มเธอเป็นหนึ่งในสายพลังที่แยกออกมา ปริมาณของพลังงานมาโคที่ดวงดาวมีอยู่นั้นมากเกินกว่าที่มนุษย์จะคาดคิด และไม่อาจจะอธิบายได้ด้วยคำพูดใดๆ

เอริธเฝ้าดูชีวิตของดวงดาว เธอเห็นไลฟ์สตรีมทอแสงสว่างหมุนไปมารอบๆ นี่คือแหล่งพลังชีวิตที่ทุกสิ่งจะต้องกลับมาเริ่มต้น

ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยพลังงานจากวิญญาณจำนวนนับไม่ถ้วนที่ถูกรวมไว้ด้วยกัน กลายเป็นแหล่งความรู้และประสบการณ์ขนาดใหญ่ ในขณะที่ความทรงจำทั้งหมดรวมตัวกัน แต่เอริธยังคงมีรูปร่างเดิมยามที่ยังมีชีวิตอยู่และมีสัมปชัญญะครบถ้วนแหวกว่ายอยู่ในไลฟ์สตรีม

เธอไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นเฉพาะเธอ

ด้วยฐานะเซตร้าคนสุดท้าย เอริธมีหน้าที่ต้องเดินทางเพื่อปกปักษ์รักษาโลก เอริธเคยพูดคุยกับดวงดาว เคยพูดคุยกับสัมปชัญญะที่เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สตรีม เธอทราบว่าความตายไม่ใช่จุดจบของชีวิต คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าความตายจะทำให้พวกเขาจะกลายเป็นความมืดดำ กลายเป็นความว่างเปล่าที่ไม่อาจบรรยายได้ พวกเขาคิดว่าความตายคือการสูญสลายสิ้น นั่นทำให้คนกลับความตาย พวกเขาหวาดกลัวว่าจะสูญเสียตัวตนไป แม้ว่าพวกเขาจะรู้ดีว่าเผ่าพันธุ์ของตนมีอายุสั้น แต่ยังมีหลายคนพยายามหลีกหนีความตาย แม้ว่าบางคนจะมีอายุมากและประสบความสำเร็จแล้วก็ตาม

เอริธทราบดีว่าความตายไม่ใช่การสูญสลาย เธอยังรู้จักโลกที่เผ่าเซตร้าจะเดินทางไปถึงเมื่อพวกเขาปฏิบัติภารกิจบนดวงดาวนี้เสร็จสิ้นแล้ว นั่นทำให้เอริธยอมรับความตายอย่างปราศจากความหวาดกลัวเมื่อเธอรู้ว่ามันจะมาถึงเธอในวันใดวันหนึ่ง เธอปฏิบัติภารกิจของเธอโดยปราศจากความกลัว จิตใจของเธอสงบนิ่งเมื่อได้ยินมนุษย์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้ยินเสียงของดวงดาว แต่สูญเสียความสามารถนั้นไปแล้ว กล่าวว่าเธอจะต้องตาย เธอคงไม่เสียใจหากว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ หรือหากเธอล้มเลิกภารกิจของเธอ

ดังนั้น ตอนนี้เธอกำลังเศร้าโศก หัวใจของเธอกำลังเจ็บปวด

เพราะเพื่อนๆ ที่ผจญภัยร่วมกันมา ผู้คนที่เธอเติบโตด้วยกัน เอลไมรา แม่ที่เลี้ยงและดูเลเธอมาถึงสิบห้าปี ผู้คนที่เธอไม่รู้จัก ผู้คนที่เธออาจจะพบเจอในอนาคต ผู้คนเหล่านี้ที่เธอจะไม่ได้พบเจออีกต่อไป นี่คือความจริงว่าเธอไม่ได้มีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว

เอริธทราบดีว่าผู้คนเบื้องบนก็จะโศกเศร้าเพื่อเธอ พวกเขาไม่รู้ว่าวิญญาณของเธอยังคงอยู่ และคงไม่จำเป็นต้องรู้ แม้ว่าเธอจะอยากให้พวกเขารู้ก็ตาม พวกเขาจะไม่หายโศกเศร้าแม้จะทราบความจริง และความเจ็บปวดของเอริธทวีขึ้นเมื่อเธอคิดว่าคนอื่นๆ โศกเศร้าเพียงไร

เอริธเจ็บปวดมากยิ่งขึ้นเมื่อเธอคิดถึงคลาวด์

เธอรู้สึกดีๆ กับเขามาก ในตอนแรก เธอรู้สึกว่าเขาคล้ายกับคนรักแรกของเธอ แม้ว่ารูปร่าง เสียงและบุคลิกของคลาวด์จะไม่คล้ายเลย เขายังเป็นคนที่มีปริศนาในสายตาเอริธตลอดเวลา แต่ในเวลาต่อมามันก็เปลี่ยนไป เธอรักเขามากกว่าคนรักแรกด้วยซ้ำ คลาวด์กลายเป็นฮีโร่ของเธอและเขาไม่เคยหลีกหนีอันตราย เธอมองเขาด้วยความชื่นชม เท่ห์และมีความรู้สึกราวกับเขาจะหายไปหากเธอละสายตา เธออยากจะอยู่ข้างๆเขาตลอดไปหากทำได้ เธอต้องการอย่างนั้นจริงๆ

เมื่อเอริธออกจากกลุ่มเพื่อเดินทางมายังนครที่ถูกลืมเลือน หัวใจของคลาวด์เหมือนกับลูกนกที่กำลังจะฟักไข่ ไม่ใช่การฟักไข่ธรรมดาที่ลูกนกพร้อมจะออกจากเปลือก แต่เป็นเหมือนไข่แดงที่ซึมออกมาตามรอยร้าวของเปลือก จิตใจของเขาสูญสลาย เธออยากจะดูแลเขา หากเธอไม่ใช่เซตร้าคนสุดท้ายซึ่งจะต้องปฏิบัติงานโดยปราศจากความลังเล

แต่แล้ว

ชายชุดดำผมสีเงินคนนั้น ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งถูกเรียกขานว่าวีรบุรุษ ผู้ซึ่งครอบครองความปรารถนาของเจโนวา และตั้งใจจะก่อให้เกิดหายนะที่ตกลงมาจากท้องฟ้า และมีแผนจะใช้เมทีเรียดำที่บรรจุเวทย์มนต์ทำลายล้าง เมเทโอ หลังจากได้ผ่านการทดสอบของเจตจำนงค์ของเผ่าเซตร้า เธอจะต้องขัดขวางเขาเท่านั้นไม่มีทางเลือกอื่นอีกต่อไป ในไม่ช้าเซฟิรอธจะเรียกเมเทโอลงมาใส่ดวงดาวทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่ดวงดาวและสิ่งมีชีวิตทั้งหมด โดยไม่มีทางเลือก ดวงดาวจะต้องใช้ไลฟ์สตรีมในการรักษาบาดแผลของตัวเอง เซฟิรอธวางแผนจะนำพลังนั้นทั้งหมดมาเป็นของตัวเอง หลังจากนั้นเขาจะกลายเป็นดวงดาวและมีพลังเทียบเท่าพระเจ้าเขาตั้งใจจะทำลายมนุษย์ที่เขาเกลียด อนาคตของดวงดาวและวัฎจักรของชีวิตจะต้องถึงจุดจบ นั่นคือสิ่งที่เอริธรู้

เอริธได้ยินดวงดาวกระซิบบอกถึงวิธีป้องกันเหตุการณ์นั้น และในฐานะเซตร้าคนสุดท้าย เธอเป็นคนเดียวที่ทำได้ มีเพียงเธอเท่านั้นที่จะเรียนรู้วิธีนั้นจากนครที่ถูกลืมเลือน แต่การไปที่นั่นหมายความว่าเธอจะกลายเป็นอุปสรรคต่อแผนการของเซฟิรอธ

นั่นทำให้เอริธลังเล เมื่อเธอต้องเลือกว่าจะปล่อยให้มนุษยชาติถูกทำลายหรือจะสละชีวิตเพื่อป้องกันภัยพิบัตินี้ เมื่อเธอลังเลที่จะทิ้งให้คลาวด์ตกอยู่ในความเศร้าโศก เธอต้องเลือกระหว่างการช่วยเหลือเพื่อนของเธอหรือผู้คนบนโลก เอริธตัดสินใจไว้แล้ว ไม่มีทางเลือกอื่น เธอต้องไปเพื่อทุกคน และเพื่อคลาวด์เองด้วย

ด้วยตัวคนเดียว เอริธคุกเข่าลงบนแท่นภาวนาในนครที่ถูกลืมเลือนเพื่อค้นหาวิธีการหยุดยั้งเซฟิรอธ ที่จริงคือเรียนรู้วิธีการใช้มรดกตกทอดของเผ่าเซตร้าที่เธอมีอยู่ เมทีเรียสีขาวบริสุทธิ์ซึ่งบรรจุเวทย์มนต์ศักดิ์สิทธิ์ สามารถใช้ป้องกันเมเทโอได้ เมทีเรียขาวที่อิฟาลนา แม่ที่แท้จริงของเอริธมอบให้ก่อนสิ้นใจ เอริธไม่เคยใช้มันมาก่อน ได้แต่ซ่อนมันเอาไว้ในริบบิ้นผูกผม และไม่เคยให้ห่างกาย สิ่งที่เธอต้องทำคือภาวนาต่อเมทีเรีย เธอพูดคุยกับดวงดาวเพื่อเรียกโฮลี่ออกมาทำลายเมเทโอ

ความลังเลเพียงเล็กน้อยอาจทำให้คำภาวนาของเธอส่งไปไม่ถึงดวงดาว แต่เธอก็ทำสำเร็จ องค์ประกอบทุกอย่างสมบูรณ์และเซฟิรอธเข้ามาขัดขวางช้าเกินไป เธอยอมรับความตายโดยดีเมื่อดาบแทงผ่านร่างเธอ เอริธเฝ้ารอความสงบอยู่

แต่เสียงร้องไห้ก็เกิดขึ้น

ไม่ใช่เธอที่กำลังร้องไห้ หากเมื่อเธอรู้สึกว่าเลือดกำลังหลั่งออกมาจากปากและเรี่ยวแรงหายไป มันเป็นเสียงจิตใจที่แตกสลายของคลาวด์ เสียงร้องไห้ของจิตใจเขาที่เกิดจากการตายของเธอไม่มีทางที่จะเยียวยาได้ คลาวด์โทษตัวเองและมุ่งเกลียดชังเซฟิรอธ

เธอแปลกใจที่คลาวด์เสียใจให้กับการตายของเธอมากขนาดนั้น เธอแอบดีใจว่าเขาใส่ใจเธอมากกว่าที่คิด แต่เธอก็รู้สึกเจ็บปวดเพิ่มมากขึ้นหลายเท่า เพราะเธอไม่สามารถทำอะไรเพื่อให้คลาวด์หายโศกเศร้าได้ จิตใจของเธอรู้สึกปวดร้าว

ความเจ็บปวดยังคงอยู่ แม้ว่าขณะนี้เธออยู่ในไลฟ์สตรีมก็ตาม

ในตอนนี้เธอสูญเสียร่างกายไปแล้ว จึงตระหนักดีว่าความเจ็บปวดนั้นคือจินตนาการที่เธอสร้างขึ้นเองในจิตใจ เอริธก้มหน้าลง มือทั้งสองกุมหน้าอก เธอรู้สึกถึงบางอย่าง

รอบๆตัวเอริธในตอนนี้คือสัมปชัญญะจำนวนนับไม่ถ้วน เสียงและความทรงจำมากมายล่องลอยอยู่ทั่วไป ทุกคนรอบๆตัวเธอมีอะไรบางอย่างที่เธอไม่เข้าใจ วิญญาณเหล่านี้ล้วนแต่เป็นคนที่ตายไปแล้วหวนคืนสู่ดวงดาว

แม้กระนั้น เอริธพบว่าเธอเป็นคนเดียวที่มีรูปร่าง มีเพียงเธอที่ยังคงรูปสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ท่ามกลางพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ ท่ามกลางจิตใจจำนวนนับไม่ถ้วน

ทำไมกัน หรือเพราะว่าฉันเป็นเซตร้า?

เอริธพึมพำกับตัวเอง ที่นี่ความคิดกับคำพูดคล้ายกัน เมื่อเธอคิดและต้องการจะส่งความคิดนั้นออกไป มันจะขยายตัวออกไปคล้ายคลื่น แน่นอนว่าความคิดทั้งหลายที่อยู่ที่นี่ก็ส่งมาหาเธอได้ด้วยวิธีเดียวกัน เธอได้ยินพวกนั้นส่งเสียงกระซิบว่า เมื่อใดที่เธอลืมเลือนตัวเองไป ตัวตนของเธอจะหายไป กลายเป็นสิ่งเดียวกับพวกนั้น

ฉันหวังว่าความคิดของฉันจะส่งไปถึงคลาวด์..

เอริธกุมใบหน้าตัวเองเอาไว้ เธอไม่ได้รับผลกระทบจากความนึกคิดที่สับสนวุ่นวายรอบตัว เพราะว่าเธอนั้นได้ยินเสียงของดวงดาวมาตั้งแต่เล็กๆ ทำให้สามารถทนต่อสิ่งนี้ได้

แต่เธอเข้าใจดีว่าการกลับคืนสู่ดวงดาวนั้นจะเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว ขึ้นอยู่กับว่าเธอจะยังคงสัมปชัญญะได้นานแค่ไหน เหมือนกับหยดน้ำตกลงในแม่น้ำ มันจะรวมเป็นอันหนึ่งเดียวกันแน่นอนไม่สำคัญว่าเธอจะเคยเป็นใครมาก่อน แต่เอริธสงสัยว่าวิญญาณของเธอจะคงรูปอยู่ในไลฟ์สตรีมได้อย่างไร และนานแค่ไหน

มันจะต้องมีผลกับเซตร้าด้วยเหมือนกัน แม่ของฉันที่ตายไปก็เป็นเซตร้า นั่นมันตั้งแต่สิบห้าปีก่อนแล้ว บางทีฉันก็คงจะต้องหายไปเหมือนกัน

เอริธคิดมากขึ้น

ต้องมีที่ไหนซักที่ที่ฉันจะพูดกับคลาวด์? ฉันจะบอกว่าฉันไม่เป็นไร ดูน่าแปลกอยู่ซักหน่อยถ้าจะพูดอย่างนั้น แต่ตอนนี้ฉันไม่เป็นไรจริงๆนี่นา

บางทีเอริธอาจจะรู้ว่ารู้สึกอย่างไรกับคลาวด์ที่นี่ คงเหมือนกับเป็นครอบครัวหรือคนรัก ตลอดเวลาที่เธออาศัยอยู่ในมิดการ์ เธอรู้สึกว่าวิญญาณหลายๆ ดวงพยายามยอมรับกับตัวเองว่ามีความรัก และความรู้สึกที่แข็งแกร่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขายังคงมีรูปร่าง ไม่หลอมรวมไปกับดวงดาว

คงไม่ได้หมายความว่าพอฉันเจอคลาวด์แล้วฉันจะหายไปหรอกนะ? สงสัยจริงว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือว่ายังมีอะไรที่ฉันยังต้องทำอยู่นะ..?

ทันใดนั้น เอริธรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟแล่นปราดผ่านเธอไป เธอกำมือชกฝ่ามือตัวเอง แม้ว่าจะอยู่ในร่างวิญญาณ แต่เธอคิดว่าเธอได้ยินเสียงดัง ปั๊บ

ใช่แล้วล่ะ ถูกต้องทุกอย่างเลย ต้องมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ฉันยังไม่รวมกับไลฟ์สตรีมแน่ เพราะว่าฉันเป็นคนเดียวในโลกที่สามารถเรียกโฮลี่ออกมาได้ ต้องมีอะไรบางอย่างที่ฉันยังไม่ได้ทำแน่ๆ

เมื่อคิดได้ดังนั้น เอริธรู้สึกว่าดวงดาวกำลังตอบรับ มันไม่ได้มาจากความคิดใดความคิดหนึ่ง ภายในไลฟ์สตรีม แต่ดวงดาวทั้งดวงกำลังยืนยันสิ่งที่เธอกำลังคิด

เอาล่ะ ไหนดูซิว่ายังเหลืออะไรที่ฉันยังไม่ได้ทำ..

มีเพียงความเงียบเท่านั้นที่ตอบคำถามของเธอ แม้ดวงดาวก็ยังไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร

เอริธยิ้ม สวยงามเหมือนดอกไม้ที่เธอเคยขายในสลัม ในแสงสีขาวนวลนั้น รอยยิ้มของเธอดูเหมือนจะทำให้ทุกคนที่เห็นหลงไหล

เอาล่ะ! ยังมีเพื่อนที่ฉันยังไม่อยากจากพวกเขาอยู่ ฉันยังไม่กลับสู่ดวงดาวหรอกนะ จนกว่าเวลานั้นจะมาถึง ฉันสงสัยว่าที่นี่จะมีอะไรบ้าง ฉันจะลองสำรวจดูในนี้ ในดวงดาวนี้ ในดินแดนพันธะสัญญาแห่งนี้

ด้วยความหวังจะส่งความคิดตัวเองออกไป เอริธเงยหน้ามองท้องฟ้า เธอมองผิวโลกที่ลอยอยู่เหนือตัวเธอ บางส่วนของพลังงานมาโคลอยไปมาราวกับเป็นท้องฟ้ายามค่ำคืน

เอริธเงยหน้ามองท้องฟ้า ครั้งหนึ่งเธอเคยมองท้องฟ้าอย่างนี้ ตอนที่เธอนั่งอยู่ข้างๆคลาวด์ รอบกองไฟในคอสโม แคนยอน...

----------------------------------------

บทที่ 2...

ในโลกแห่งพลังงานมาโค เอริธรู้ว่าความหมายของเวลาและระยะทางแตกต่างไปจากโลกเบื้องบน

เวลาคล้ายจะผ่านไปอย่างช้าๆ แต่ถ้าเธอต้องการเวลาก็จะผ่านไปรวดเร็วดุจพริบตา เวลาที่ผ่านไปในทะเลมาโคนั้นเหมือนไม่มีความหมาย ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของดวงดาวทำให้ความทรงจำต่างๆ รวมกันอยู่ที่นี่ ทุกสิ่งทุกอย่างหลอมรวมกันและเหมือนว่าอยู่ข้างกายของเอริธตลอดเวลา มันเป็นความทรงจำของปัจจุบันและอดีตที่ผ่านมาแล้ว แม้ว่าเอริธจะไม่สามารถมองเห็นทุกอย่าง แต่เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจะอยู่ในความทรงจำที่เก็บข้ามกาลเวลามาและสามารถเชื่อมต่อกับเหตุการณ์อื่นได้ราวกับเป็นสิ่งเดียวกัน น่าสังเกตว่ากาลเวลาเคลื่อนผ่านสู่อนาคตเฉพาะในโลกแห่งชีวิตเท่านั้น เพราะดูเหมือนความทรงจำใหม่ๆ จะเกิดขึ้นบนพื้นผิว และรวมตัวกับดวงดาวเมื่อชีวิตนั้นสิ้นลง ชีวิตใหม่จะเกิดขึ้นบนโลกเมื่อพลังงานของดวงดาวถูกส่งออกไปยังพื้นผิว วัฎจักรนี้เป็นตัวบอกเอริธว่าเวลาไหลผ่านจากยุคหนึ่งไปอีกยุคหนึ่งได้อย่างไร

ทุกอย่างถูกเชื่อมต่อกันผ่านไลฟ์สตรีม แม้จะอยู่บนผิวดิน บนที่ห่างไกล พลังงานแห่งดวงดาวก็ยังไปถึง ในทางกลับกัน มีสถานที่บางแห่งที่แม้ว่าจะอยู่ใกล้มากแต่พลังงานกลับไปไม่ถึง บริเวณนั้นปราศจากพลังใดๆ แม้แต่พลังมาโค เอริธคิดว่าเกิดจากการที่มีเตาปฏิกรณ์มาโค พลังงานไม่สมควรจะถูกใช้ไปในทางนั้น และถ้ามันถูกดึงออกไปใช้อย่างผิดธรรมชาติ จะทำให้เสียสมดุลย์ ถ้าดวงดาวจะทำให้มนุษย์มีชีวิตอยู่อย่างสะดวกสบายแล้วล่ะก็ ดวงดาวได้ทำเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่บริษัทชินระเป็นต้นเหตุ ถ้ายังมีการดึงพลังออกมาใช้อย่างต่อเนื่อง สมดุลย์ของโลกจะพังทลาย เอริธยังจดจำได้ดีว่าทำไมดอกไม้ถึงปลูกได้เฉพาะในโบสถ์ และทำไมเมืองมิดการ์ถึงปกคลุมไปด้วยพลังมาโค

มิน่าพวกชินระถึงตามหาดินแดนแห่งพันธสัญญา ดินแดนที่เต็มไปด้วยพลังงาน สถานที่ที่มีแต่เซตร้าเท่านั้นถึงจะไปได้ คือที่นี่ยังไงล่ะ ที่ที่ทุกคนต้องมาเมื่อถึงจุดจบและกลับคืนสู่ดวงดาว ดินแดนที่ชินระต้องการนำเอาพลังมาใช้ไม่ได้มีอยู่จริงบนนั้น ทุกอย่างเป็นการเข้าใจผิด

เอริธพึมพำกับตัวเองระหว่างที่เดินทางไปกับไลฟ์สตรีม เธอจ้องมองดูกลุ่มพลังงานมาโคที่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย

ดินแดนแห่งพันธสัญญาที่เซฟิรอธเข้าใจมันเป็นอีกอย่าง เขาพยายามจะสร้างมันขึ้นด้วยพลัง เขากำลังจะทำให้ดวงดาวบาดเจ็บเพียงเพื่อจะทำให้พลังงานของดวงดาวมารวมกันอยู่ที่เดียว แล้วเขาจะควบคุมมันเป็นของตัวเอง นั่นน่ะเหรอคือดินแดนแห่งพันธสัญญาของเซฟิรอธ...

เอริธรู้สึกกลัวขึ้นมาเมื่อเธอจินตนาการว่าดวงดาวจะเป็นอย่างไรหากเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น

ฉันอยากรู้ว่าคลาวด์กับคนอื่นๆ จะปลอดภัยดีหรือเปล่า...หวังว่าทีฟากับคลาวด์คงไม่ฝืนตัวเองเกินไปเพื่อสู้กับเซฟิรอธ...

..คลาวด์? ทีฟา? บาร์เร็ต?...

คลื่นความคิดหนึ่งของสัมปชัญญะเกิดขึ้นด้านขวาของเอริธและขยายตัวออกตอบสนองกับคำพูดของเธอ เอริธรีบไปยังที่นั่นทันทีเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่ามีสัมปชัญญะอื่นนอกเหนือจากตัวเธออยู่ เมื่อถึงที่ๆคิดว่าเป็นจุดกำเนิดของความคิดนั้น เอริธเห็นเงาๆหนึ่งในแสงของมาโค แม้ไม่ชัดเจนนักแต่เอริธเชื่อว่าเงานั้นเป็นผู้หญิง

เธอรู้จักพวกเขาด้วยเหรอ? เธอเป็นใครกัน?

ชั้น...

ดูเหมือนความจำของเธอจะขาดหายไป คงเป็นเพราะว่าวิญญาณของเธอรวมตัวกับพลังงานมาโคไปแล้ว แต่ดูเหมือนแก่นของสัมปชัญญะจะยังคงอยู่เป็นรูปร่าง

อ้อ ฉันต้องแนะนำตัวเองก่อนนะ ฉันชื่อเอริธ เธอเป็นสมาชิกของกลุ่มอวาแลนซ์หรือเปล่า?

อวาแลนซ์...ใช่ๆ ถูกแล้ว.

ความทรงจำของเธอคนนั้นเริ่มฟื้นคืนจากมาโค ร่างนั้นเริ่มคืนสภาพอย่างรวดเร็ว จากเงาจางๆ กลายเป็นรูปร่างชัดเจน สิ่งที่เอริธพูดนั้นทำให้เธอจดจำเรื่องราวได้

เมื่อเทียบกับเอริธแล้ว เธอยังคงเลือนลางอยู่แต่ก็เป็นรูปร่างมนุษย์ชัดเจน และเสื้อคลุมที่ขาดวิ่นที่เธอเคยสวมตอนมีชีวิตอยู่ก็ปรากฎขึ้น เธอไว้ผมหางม้า และชุดที่ใส่นั้นคล้ายทหาร อายุยังไม่มากนัก ดูประมาณอายุเท่าๆกับเอริธ

แย่จังเลย ชั้นลืมไปได้ยังไงกัน ชั้นชื่อเจสซี่ เป็นสมาชิกอวาแลนซ์ เฮ้...คุณเอริธใช่มั๊ยนั่นน่ะ.?

เรียกว่าเอริธก็ได้นะ

ขอบใจนะ เอริธ เธอรู้จักคลาวด์ ทีฟา กับแบร์เร็ตใช่มั๊ย? ทุกคนเป็นไงบ้าง? ยังสู้กับชินระอยู่หรือเปล่า? เอ่อโอ้...

เจสซี่ก้มหัวลงคล้ายขอโทษ เธอคงเหมือนชั้นสินะ เพราะว่าเธออยู่ที่นี่

อย่าห่วงเลย ฉันแน่ใจว่าพวกเขาสบายดี

เอริธเปลี่ยนความคิด พยายามไม่คิดถึงคลาวด์ ที่นี่เธอไม่สามารถโกหกได้ว่าเธอไม่ได้คิดถึงเขา

ตอนนั้นเกิดเรื่องขึ้นมากมายกับแบร์เร็ต ตอนที่เธอตายน่ะ เธอคงเป็นคนหนึ่งที่พยายามขัดขวางไม่ให้เสาหลักเขต 7 ถูกทำลาย ตอนนั้นอวาแลนซ์ทุกคนอยู่ที่นั่น ฉันได้เจอกับคุณเวดจ์ด้วย..

เวดจ์?!

ตาของเจสซี่เบิกโพลง ใช่ บิ๊กส์ด้วย! เราทั้งสามคนมาที่นี่พร้อมกันแต่เราหากันไม่เจอ ...ใช่ จนไม่นานมานี้ ชั้นก็จำอะไรไม่ได้อีก จนชั้นได้เจอเธอน่ะ เอริธ

ราวกับว่าถูกนำทางด้วยความทรงจำของเจสซี่ ร่างสองร่างปรากฎขึ้น ผู้ชายเคราบางๆ กับอีกคนที่รูปร่างท้วมๆปรากฎขึ้นพร้อมกันอย่างรวดเร็ว

ว...ว้าว

ชายคนที่ไว้เครา บิ๊กส์ จ้องดูฝ่ามือของตัวเอง ชั้นกลับมาแล้ว ชั้นนึกว่าจะหายไปซะอีก

ดีใจจังที่เห็นเธอสองคนอีก แล้ว...เธอเป็นคนที่รักษาชั้นตอนนั้นนี่ คุณ...เอริธ? เธอก็ตายเหมือนกันเหรอ?

ปราศจากคำตอบ เอริธยิ้มเล็กน้อยๆ

นานมากเลยนะ คุณเวดจ์ แล้วก็ยินดีที่ได้พบคุณ คุณบิ๊กส์ หลังจากตอนนั้น ฉันกลายเป็นสมาชิกอวาแลนซ์น่ะฉันเป็นรุ่นน้องพวกคุณนะ ใช่หรือเปล่า?

อืม...แสดงว่าอัตราการตายของสมาชิกอวาแลนซ์สูงจนน่ากลัวเลยนะเนี่ย

แบร์เร็ตยังขี้โอ่เหมือนเดิมหรือเปล่า? เฮ้อ เค้าเป็นคนอย่างนั้นล่ะนะ

รุ่นน้อง? ชั้นดีใจเป็นบ้า! ชั้นอยากจะเป็นรุ่นพี่มาตั้งนานแล้ว!

หลังจากนั้น เอริธบอกกับพวกเขาทั้งสามคนว่าตอนนี้อวาแลนซ์กำลังต่อสู้อยู่กับอะไร ไม่ใช่แค่ชินระ แต่เป็นสิ่งที่อันตรายกว่านั้นที่รู้จักกันดี เซฟิรอธนั่นเอง พวกเขาออกจากมิดการ์มาเพื่อหยุดความชั่วร้ายของเซฟิรอธ ที่กำลังจะทำร้ายดวงดาว

งั้นคลาวด์ก็เป็นพวกเราแล้วสิ ดีใจจัง

เฮ้ๆ เขาไม่ค่อยสุงสิงกับเรา แต่ชั้นก็รู้ว่าเขาต้องช่วยพวกเรา

หมายความว่าคุณคลาวด์ก็เป็นรุ่นน้องเหมือนกันสิ? ไม่มีใครสู้เขาได้แน่ล่ะทีนี้

มีแต่เรื่องน่าประหลาดใจเกิดขึ้นกับวิญญาณของสมาชิกอวาแลนซ์ทั้งสาม พวกเขาหัวเราะร่าเริง แต่ในที่สุด เอริธสัมผัสได้ถึงความเสียใจลึกๆ บังเกิดขึ้นในใจของพวกเขาทั้งสาม

มีอะไรเหรอ? พวกเธอเหมือนกำลังเจ็บปวด..

คือ...เพราะว่าเราตายแล้ว เราเลยไม่สามารถแก้ตัวได้น่ะ...

เจสซี่ก้มหน้านิ่งเหมือนบิ๊กส์

เราต่อสู้เพื่ออวาแลนซ์เพราะเราคิดเหมือนกัน เข้าใจกัน เราคิดว่าช่วยไม่ได้ที่จำเป็นต้องแลกบางสิ่งบางอย่างเพื่อหยุดยั้งชินระ แต่เราคิดผิด เรารู้เมื่อเรามาถึงที่นี่ เธอรู้รึเปล่า เอริธ? การระเบิดของเตาปฏิกรณ์มาโคหมายเลข 1 นั่น

ใช่..เขตหนึ่งอยู่ห่างจากสลัมที่เราอยู่ไม่ไกลมาก เราบอกละเอียดไม่ได้มาก แต่ เรารู้ว่ามีคนตายมากทีเดียว..

ตอนนั้น เราคิดแค่จะหยุดพวกชินระเท่านั้นเอง พวกที่อาศัยบนเพลทนั่น แค่ให้หยุดการกระทำแค่นั้นเอง แต่ในที่สุดเราทำให้ทุกคนต้องมาที่นี่ ไม่ว่าเราจะทำงานให้ชินระหรือเปล่า พวกเราเลยคิดว่าทำไมเราจึงทำอย่างนั้น พวกเราตะโกนความคิดของเราเหมือนคนบ้า เราแค่ต้องการจะช่วยดาวดวงนี้..

..ชั้นไม่ได้คิดอะไรมากตอนนั้น ชั้นไม่อยากจะเป็นคนไร้ค่า ชั้นอยากจะเป็นคนสำคัญ นั่นทำให้ชั้นเข้าร่วมกับอวาแลนซ์ ชั้นอาจจะเป็นวีรบุรุษที่ช่วยอนาคตของดาวดวงนี้ ชั้นคิดแค่นั้นเอง ชั้นไม่เคยนึกเลยว่ามันจะทำให้คนอื่นเดือดร้อน มันแย่ที่สุด..

เวดจ์ก้มหน้าลงต่ำด้วยความอับอาย

แผนทุกอย่างจัดทำขึ้นโดยสมาชิกรุ่นเก่าของกลุ่มที่เสียชีวิตไปหมดแล้ว

เจสซี่เต็มไปด้วยความเสียใจ อวาแลนซ์เคยมีสมาชิกเยอะแยะ และเป็นกลุ่มที่สุดยอดมาก เราแค่สืบทอดชื่ออวาแลนซ์จากคนที่จากไป วิธีการสร้างระเบิดกับแผนทั้งหมดถูกทิ้งไว้ในคอมพิวเตอร์ พอชั้นเข้ามาร่วม ชั้นพยายามจะลอง แต่ชั้นแน่ใจว่าแผนไม่ได้ต้งใจจะทำลายเตาปฏิกรณ์หมายเลข 1 แค่นั้น สมาชิกที่วางแผนนี้จะต้องเกลียดชินระมาก พวกเขาเกลียดมากจนคิดยอมแลกชีวิตคนจำนวนมากได้ ชั้นแน่ใจเรื่องนี้ แต่แบร์เร็ตไม่รู้อะไรเลย

นั่นทำให้พวกเรา....

บิกส์มองท้องฟ้าด้วยความสลดใจ นั่นทำให้พวกเรารวมกับดวงดาว เราต้องการจะหายไป ชั้นจำได้แล้วล่ะ แต่มันเป็นไปไม่ได้ แบร์เร็ตกำลังต่อสู้เพื่อช่วยคนจำนวนมาก เราไม่สามารถแก้ไขอะไรบาปที่เราทำลงไปได้ เราทำได้แค่อยู่ที่นี่และจมอยู่กับความโศกเศร้า

ในที่สุด มันง่ายสำหรับเราที่จะลืมว่าเราเคยเป็นใคร นั่นเพราะว่าเราต้องการลบมันออกไปอยู่แล้ว

ไม่ได้ผลหรอก หากเรายังมีโอกาสอยู่ เราอาจลองเปลี่ยนวิธีดู อาจจะแก้ได้นะ บางทีอาจเป็นแค่คำสาป

พวกเขาหัวเราะขึ้นอย่างยาวนาน

แต่..แต่ว่า

เอริธพยายามพูดให้พวกเขาสบายใจ

ทุกคนก็เคยทำผิดมาก่อน ฉันเองเคยขายดอกไม้อย่างสิ้นคิดเพื่อเงินด้วย

หืมม..ชั้นคงเอาเรื่องเลวร้ายของชั้นไปเปรียบเทียบกับเธอไม่ได้หรอก

แต่พวกเธอต้องเศร้าไปอย่างนี้ตลอด...

ขอบใจนะ เอริธ แต่ในฐานะรุ่นพี่ นี่เป็นเรื่องน่าละอาย จะพูดอะไรก็เหมือนจะตอกย้ำพวกเราน่ะ

ชั้นยกโทษให้ตัวเองไม่ได้ นั่นทำให้ชั้นอยู่ที่นี่

ซักวันหนึ่ง เราอาจจะสามารถกลับสู่ดวงดาวได้ แต่ตอนนี้เราทำไม่ได้ เอาล่ะ ไปได้แล้ว เอริธ เธอต้องอยู่ในรูปร่างเดิมไปก่อนเพราะยังมีหน้าที่ที่ต้องทำ เรากลัวว่าความทรงจำที่เต็มไปด้วยบาปของเราจะเข้าไปในตัวเธอ

ไม่นะ...

และมันจะทำให้เราเศร้าใจมากไปกว่านี้ ไปซะ ได้โปรด...

เจสซี่ถอยออกไป เอริธรู้ว่าเธอพยายามจะออกห่างเพราะกลัวว่าเอริธจะได้รับความทรมานไปด้วย

วิญญาณทั้งสามเลือนหายไป เอริธกัดริมฝีปากเธอเอาไว้ กลั้นน้ำตาที่กำลังจะไหล

อย่างน้อยขอให้ฉันพูดอะไรหน่อย วันนั้น คนจำนวนมากสามารถหนีออกมาจากเขต 7 ได้เพราะพวกเธอพยายามปกป้องแกนเขต 7 ฉันแน่ใจเลยว่าจำนวนคนที่หนีออกมาได้เยอะกว่าคนที่ตายในเขต 1 ฉันเองไปช่วยมารีนได้ทันเพราะอย่างนั้นเอง มันอาจจะไม่เพียงพอที่จะช่วยปลดปล่อยเธอได้..ฉันรู้ว่าชีวิตของคนไม่ใช่อย่างเดียวที่ทำให้พวกคุณเป็นอย่างนี้ แต่...ได้โปรดนะ จำไว้ว่าไม่ใช่พวกคุณคนเดียวที่ต้องแบกรับบาปเอาไว้

..ขอบใจนะ ขอบใจมาก เอริธ

เสียงของใครบางคนซึ่งไม่อาจจำแนกได้ว่าเป็นของใครดังสะท้อนไปมา พวกเขากลับไปสู่คุกที่พวกเขาตัดสินใจจะจองจำตัวเอง พวกเขาจมกลับลงสู่ทะเลแห่งความทรงจำอีกครั้ง

เอริธเช็ดน้ำตาและออกเดิน เธอภาวนาให้วิญญาณของเหล่าอวาแลนซ์พบกับความสงบสุขในไม่ช้า

-------------------------------------------

บทที่ 3...

แอริธไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้วบนนั้น อาจจะนานหลายวันหลังจากเจอเจสซี่กับพวก หรืออาจจะผ่านไปแค่แป๊บเดียว

เธอสงสัยว่าพวกเขาจะรักษาความเจ็บปวดนั้นด้วยตัวเองยังไง เหมือนที่เธอกำลังถามตัวเองอยู่ เธอเดินทางอยู่ใต้โลก แหวกว่ายไปตามไลฟ์สตรีมภายในทะเลมาโค

ตอนที่เธอเจอดวงวิญญาณดวงใหม่ เธอถึงกับต้องกลั้นหายใจ

เงาของท่อเหล็กปรากฎขึ้นมาจากฝ้าแสง เมื่อเธอเห็นว่ามันคือแขนกล เธอคิดว่าแบร์เร็ตเสียชีวิตแล้ว แอริธนึกถึงมาร์รีน เธอแน่ใจว่ามาร์รีนหนีออกมาจากมิดการ์ได้พร้อมกับเอลไมร่าแม่ของเธอ

มาร์รีน!

ความคิดของแอริธขยายตัวออกไปถึงวิญญาณดวงนั้น ปรากฎเต็มเป็นร่างชายคนหนึ่งมีแขนเป็นปืน แต่เป็นแขนซ้าย ปืนนั้นดูน่ากลัวเหมือนของจริงมาก และชายคนนั้นก็มีสีแดงย้อมไปทั่ว

คุณคือ...

สาวน้อย...เราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อน? ทำไมเธอรู้ชื่อของมาร์รีน?

เราเคยเจอกันมาแล้ว คุณไดน์

เขาคือไดน์ ผู้ปกครองคุกโคเรล ดินแดนแห่งการเนรเทศที่เต็มไปด้วยฝุ่นทรายและขยะ เขาเคยเป็นเพื่อนสนิทของแบร์เร็ต หลังจากที่ชินระบุกยึดหมู่บ้าน ความสิ้นหวังทำให้เขาบ้าคลั่ง เขาทำร้ายและฆ่าคนมากมาย

อา ใช่แล้ว เธอคือเด็กสาวที่อยู่กับแบร์เร็ต นี่หมายความว่าเธอก็ตายด้วยเหรอ แย่จังนะ

เพราะไม่เชื่อสิ่งที่เห็น ไดน์เริ่มหัวเราะ ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าหลังจากฆ่าคนมามากมาย ฉันจะมายืนอยู่ที่เดียวกับเด็กสาวบริสุทธิ์อย่างเธอ โลกนี้มันเหลวไหลแท้ๆ ดวงดาวนี้เป็นอะไรที่น่าเบื่อชะมัด ทุกอย่างน่าจะหายไปให้หมดซะ

คุณพูดอะไรของคุณน่ะ?

แอริธยืนจ้องไดน์

คุณไม่ห่วงมาร์รีนเลยเหรอ

ใครห่วง สาวน้อย เธอ...

แอริธ

เฮ้ๆ เธอแข็งแกร่งทีเดียว แขนซ้ายของฉันยังเป็นเหมือนตอนมีชีวิตอยู่นะ เอาล่ะ ฉันจะเรียกชื่อเธอก็ได้ เธอก็ได้ยินแล้วว่าตอนนั้นฉันพูดว่าอะไร ที่ฉันพูดกับแบร์เร็ตไปน่ะ ฉันอยากจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง ฉันอยากจะเอามาร์รีนมาอยู่กับฉันด้วยเหมือนกัน

คุณโกหก คุณแค่ขู่เท่านั้นแหละ

ที่นี่ฉันโกหกไม่ได้นี่ ใช่มั๊ย? ฉันคิดอยู่เสมอว่าต้องการพูดอย่างนั้นเพื่อยั่วให้แบร์เร็ตสู้กับฉันและได้รับการสั่งสอนซะ

ขณะเดียวกัน ไดน์หัวเราะดังขึ้นเพราะเขาต้องจ่ายมันด้วยร่างกายที่เหลือ ฉันขอบคุณแบร์เร็ตนะ ในที่สุดฉันก็มารวมกับโลก ที่ฉันอยากจะทำลาย ฉันไม่อยากจะจบชีวิตตัวเองหรอก ฉันทิ้งให้พวกคนไร้ค่าหวาดกลัว ให้อยู่ที่คุกนั่นเพื่อเป็นการปลดปล่อยและทำให้พวกนั้นมีความสุขนะ

.....

ตอนนี้เธอเห็นแล้ว แอริธ ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอคือชายที่ช่วยเหลือไม่ได้ ดวงวิญญาณที่แตกสลายที่ดวงดาวไม่ยอมรับ ดวงดาวที่ภรรยาของฉัน เอลีนอร์ได้กลับคืนไปแล้วก่อนนี้แล้ว และฉันก็มอบให้แบร์เร็ตดูแลมาร์รีน ไม่ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น มันก็ไม่มีความหมายสำหรับฉันอีกต่อไป

....

แอริธไม่มีคำพูดออกมา ไดน์หัวเราะชอบใจที่เขาทำให้เด็กสาวตอบโต้ไม่ได้ แต่แล้วเขาก็รู้สึกไม่สนุกและสังเกตว่าแอริธเอาแต่จ้องเขาอย่างไม่ลดละ เขาพบว่าไม่ได้ทำให้เด็กสาวตอบโต้ไม่ได้ แต่ประกายตาสีเขียวของเธอกลับทำให้เขาสงบลง

คุณมันไร้ค่า

เธอว่าอะไรนะ?

ฉันพูดอีกครั้งก็ได้ คุณมันไร้ค่า คุณไม่กล้าจะกลับไปเริ่มต้นใหม่ คุณมัวแต่กลิ้งไปมาในที่แบบนี้เพราะมันง่ายสำหรับคุณ

แอริธจ้องมองไดน์ไม่กระพริบตา เธอก้าวเข้าไปหาเขา ความกดดันจากแอริธทำให้ไดน์ถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว เขายกปืนขึ้นปิดหน้าของตัวเอง

แบร์เร็ตเองก็ต้องมีแขนเป็นปืน เขาพูดว่าจะต้องทำลายชินระเพื่อล้างแค้น นั่นทำให้มือของเขาต้องเปื้อนเลือด แต่เขาก็รู้ตัวเองดี หนำซ้ำยังแบกภาระใหญ่ เขาพยายามจะช่วยดวงดาว เขาพยายามปกป้องโลกที่มาร์รีนอาศัยอยู่โดยไม่ยอมหนี

...ที่เปลี่ยนไปได้อย่างนั้นก็แค่กำลังของคนโง่แหละ

เพราะแบร์เร็ตเป็นคนพิเศษแต่คุณไม่ใช่งั้นเหรอ?

ไดน์ครางออกมา เขาตอบคำถามแอริธไม่ได้ เขารู้สึกตัวแล้ว สิ่งที่เขาเกลียดที่สุด เขาลืมตัวเองอยู่ตลอดเวลาและทำให้เขาลืมว่าตัวเองเป็นใคร แต่แอริธเป็นคนทำลายหมอกแห่งความบ้าคลั่งที่ปกคลุมอยู่ทั้งหมด กำแพงในใจเขาแตกเป็นเสี่ยงๆ

ตัวของฉันอาบเลือดของคนที่ฉันฆ่า แล้วมันฝังลึกอยู่ในใจของฉัน เธอเห็นรึเปล่า? พวกเขาเกาะติดฉันตลอดเวลา ถ้าฉันกลับไป ฉันจะเอาพวกเขาไปด้วย

หมอกสีแดงปกคลุมรอบๆ ตัวไดน์และเริ่มหนาขึ้น ตลอดสี่ปีนับแต่เมืองโคเรลถูกทำลาย เขาไม่เคยสนใจว่าเขาและแขนซ้ายปืนของเขาสร้างความเกลียดชังมากขึ้นเพียงใด ตอนนี้มันจึงชุ่มโชกไปด้วยเลือดของคนที่เขาฆ่า และบาปที่เขาก่อมัดเขาไว้อย่างแน่นหนาจนเขายอมแพ้

ฉันจะกลับไปเริ่มใหม่ได้ยังไง? เท่าที่ทำได้ตอนนี้คืออยู่ในกำแพงที่ทำให้ฉันลืมทุกอย่าง ที่ฉันทำได้คือเกลียดทุกๆอย่างแล้วทำให้ตัวเองเป็นบ้า ฉันทำผิดเรอะ!?

คุณผิด

แอริธไม่ได้บังคับแต่กลับกัน เธอเข้าไปหาเขาอย่างนุ่มนวล ยื่นมือออกไปแตะผนังเลือดที่ห่อหุ้มตัวเขา

เลือดพวกนี้คือสิ่งที่คุณสร้างขึ้นเองจากความรู้สึกผิด คนที่คุณฆ่าน่ะกลับไปยังไลฟ์สตรีมตั้งนานแล้ว คุณลืมสิ่งที่คุณทำไม่ได้แต่ ไม่มีเหตุผลนี่ว่าทำไมคุณจะเริ่มต้นใหม่ไม่ได้ ฉันรับรอง

....

จุดที่แอริธแตะนั้น ผนังเลือดกลายเป็นแผ่นบางๆ ลอกออกและปลิวจากไป แขนซ้ายของไดน์เริ่มเลือนหายไป

...ฉันจะสามารถรวมกับดวงดาวได้ซักวันหนึ่งใช่ไหม?

ฉันแน่ใจว่าคุณทำได้

ถ้ามาร์รีนสิ้นอายุขัยข้างบนนั่นและลงมาที่นี่ ฉันจะออกมาต้อนรับเธอเป็นส่วนหนึ่งของดวงดาว...?

แอริธเงยหน้าขึ้นมองหน้าของไดน์และยิ้มให้

เพราะว่าคุณจะกลับไปเริ่มใหม่ ทุกอย่างจะเรียบร้อยแน่

ใบหน้าของไดน์สงบลง ดูแตกต่างจากใบหน้าที่แอริธเคยเห็นตอนที่อยู่ในคุกโคเรล นี่คือใบหน้าที่แท้จริงของคนๆหนึ่งที่ซื่อสัตย์ต่อความรักที่มีให้กับครอบครัว และเมืองที่เขาอาศัย

เขาไม่อาจจะกลับไปสู่ช่วงเวลาแสนสงบสุขตอนที่เขาเหนื่อยแต่สนุกกับการทำเหมืองแร่ก่อนโศกนาฎกรรมนั้นจะเริ่มขึ้น ไดน์กับแอริธทราบดี แม้กระนั้น หัวใจของคนยังสามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ พวกเขายืนขึ้นและเผชิญหน้ากับความทรงจำที่แสนเจ็บปวด ถ้าหากว่าทำไม่ได้นั่นหมายถึงว่าโลกนี้คงจะเหลวไหล

ฉันทำอะไรได้บ้างที่นี่? ไม่ใช่ ฉันต้องทำอะไรที่นี่ ฉันคงต้องคิดถึงคนที่ฉันฆ่าไปในอดีต จนกว่าจะถึงวันที่ฉันกลับสู่ดวงดาวได้

ใช่ เป็นความคิดที่ดี

แอริธ ฉันขอโทษที่แกล้งเธอ ฉันดีใจที่ได้เจอเธอนะ

คุณไม่ได้แกล้งฉันแย่ซักเท่าไหร่หรอก

เธอเป็นคนที่มีจิตใจแข็งแกร่งมาก

นั่นเป็นครั้งแรกที่ไดน์ยิ้มออกมาจากใจจริง และร่างของเขาจางหายไปอย่างเงียบๆ ปืนที่แขนซ้ายของเขาหายไปแล้ว

หลังจากตายและพบกับสิ่งต่างๆมากมาย ในที่สุดฉันก็เลิกเกลียดแบร์เร็ตกับมาร์รีนได้ ขอให้ฉันได้ขอบคุณ...

ก่อนที่เขาจะจมหายไปในไลฟ์สตรีม แอริธเห็นสิ่งหนึ่ง

เธอเห็นส่วนหนึ่งของพลังงานมาโคสร้างเป็นทางมุ่งตรงมายังไดน์และโอบรอบตัวเขาคล้ายกับมีชีวิต ใบหน้าของไดน์ประหลาดใจ พูดออกมาด้วยความสงสัย

เอลีนอร์?

หลังจากนั้น แอริธก็เริ่มออกเดินทางอีกครั้งหนึ่ง

---------------------------------------------

บทที่ 4...

จนถึงตอนนี้ แอริธยังเข้าใจว่าไลฟ์สตรีมไม่มีกลิ่น

วิธีที่ทำให้วิญญาณของเธอรับรู้ความรู้สึกได้นั้นมาจากสัมผัสทั้งห้า การได้ยินทำให้เธอรับรู้สิ่งเล็กๆน้อยๆ รอบตัและเธอมองเห็นความหนาแน่นของพลังงานว่ามากหรือน้อย อันที่จริงเธออาจจะสัมผัสมันได้ด้วย แต่ที่แห่งนี้เราอาจจะพูดได้ว่าเป็นแค่ความรู้สึกทางสายตา

แอริธไม่รู้สึกหิว ไม่ต้องรับรสชาติ เธอรู้ว่าสัมผัสรับกลิ่นของเธอทำงานตอนที่เห็นเลือดของไดน์แต่ไม่ได้รับรู้กลิ่นของมัน ดังนั้นมันเป็นแค่ภาพที่แสดงขึ้นมาไม่ใช่ของจริงที่มีกลิ่น แอริธนึกเสียใจเมื่อคิดว่าหากจะมีดอกไม้แต่มันก็คงจะไร้กลิ่นเช่นกัน

เธอเดินทางมาถึงวิญญาณอีกดวงหนึ่ง

มีกลิ่นเหม็นสาบของอะไรบางอย่าง เหมือนเนื้อกำลังเน่า กลิ่นแรงจนทำให้แอริธต้องนิ่วหน้าเพราะรู้สึกแย่

บริเวณนั้นพลังงานมาโคเบาบาง กระแสมาโคบิดเบี้ยวไหลผ่านบริเวณนั้นไปโดยไม่เกาะกันเป็นกลุ่มเหมือนบริเวณอื่น ชายกลางคนคนหนึ่งยืนอยู่ที่นั่น

อ้าวๆ นั่น ฉันจำเธอได้

เหมือนตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ชายผู้นั้นสวมสูทราคาแพงที่สั่งตัดพิเศษ แอริธเหลือบมองเขา รู้สึกว่าเขามีรูปร่างที่แน่นอนใกล้เคียงกับเธอ แต่สิ่งที่ชัดเจนนั้นมีเพียงแค่ สูทราคาแพง รองเท้าและเครื่องประดับหรูหรา ใบหน้าของเขาเลือนลางมาก แก้มของเขาอ้วนย้วย หนวดโค้งและมีน้ำเสียงสั่นๆ เหมือนชายสูงอายุทั่วไป

เธอชื่อ....ช่างมันเหอะ เธอคือเด็กหญิงเผ่าโบราณใช่มั๊ย?

มันสำคัญนะ

แต่แอริธไม่นึกอยากจะบอกชื่อของเธอให้เขารู้ ชายที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเธอตอนนี้คือ ประธานของชินระ ผู้ควบคุมอำนาจเบ็ดเสร็จของบริษัทและชี้นำชะตากรรมของประเทศ

ฉันรู้ เธอก็ลงมาที่นี่ด้วยเหมือนกัน เธอก็ตายแล้ว? เหมือนกับฉัน? ที่เดียวกัน?

ประธานชินระยังคงพูดต่อด้วยน้ำเสียงสดชื่น ในที่สุดเราก็มารวมอยู่ด้วยกัน ดวงดาวรู้ว่าควรทำอย่างไร ฉันรู้สึกว่าฉันจะได้รับบางสิ่งบางอย่างนอกเหนือไปจากนี้

รับบางอย่าง?

เหมือนกับที่ไดน์พูดก่อนหน้านี้ แต่ไดน์นั้นถากถางเยาะเย้ยดูถูกตัวเอง ประธานนั้นต่างออกไป แอริธรู้สึกว่าความคิดของเขายังคงยึดติดต่อสิ่งที่เขาเคยมีมาในอดีต

เธอไม่เข้าใจรึ? เผ่าโบราณโง่กว่าที่ฉันคิดไว้นะ นี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอปฏิเสธจะให้ความร่วมมือกับเรา เฮ้อ เด็กหญิงที่น่าสงสาร

นี่หยาบคายนะ ฉันจำไม่ได้ว่าฉันน่าสงสารตรงไหน

ประธานหัวเราะเล็กน้อยเมื่อเห็นแอริธโกรธสิ่งที่เขาพูด

ไม่รู้ซะเลยว่าอะไรคือความสุข แต่กลับพยายามคิดถึงมัน หลังจากเธอกับแม่หนีออกจากห้องทดลองของโฮโจ เธอก็ต้องไปอยู่ในสลัมถึง 15 ปี พอฉันส่งทีมเติร์กไปหาเธอ เธอน่าจะยอมรับชีวิตหรูหราสุขสบายบนเพลทแล้วกลับมาพร้อมกับพวกนั้น ตอนนั้นโฮโจกำลังอยากได้ร่างทดลองอื่น ฉันเลยแนะนำให้ลองตามหาเธอดู แค่เธอตัดสินใจเข้าร่วมกับพวกเราฉันก็ยินดีมากและแน่ใจว่าจะดูแลเธออย่างดี คิดว่าไงล่ะทีนี้? หลังจากไปอยู่ในสลัมมา แวดล้อมไปด้วยสิ่งโสโครก โดนพวกอวาแลนซ์กวนใจ จนกระทั่งต้องตายโดยที่ไม่เคยได้สัมผัสชีวิตสุขสบายหรูหรา เธอยังพูดได้อยู่เหรอว่าชีวิตเธอไม่น่าสงสารน่ะ?

...คุณมันอวดดี ถือตัวยังไงมาว่าชีวิตคนอื่นดีหรือไม่ดีน่ะ

ฉันถูกต้องเสมอ อย่างที่เธอรู้น่ะแหละ ว่าไม่มีชีวิตของมนุษย์คนไหนดีกว่าฉัน

ประธานยิ้มเยาะและเถียงต่อไป

ด้วยความฉลาดของฉัน ฉันสามารถขยายชินระจากบริษัทผลิตอาวุธเล็กๆ จนใหญ่โตอย่างทุกวันนี้ การค้นพบประโยชน์ในการนำพลังงานมาโคมาใช้และพัฒนาเตาปฏิกรณ์มาโคให้สามารถผลิตพลังงานได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด การส่งพลังงานให้สาธารณประโยชน์ และพัฒนามาตรฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์ และทำให้พวกนั้นกลายเป็นทาสของฉัน หลังจากมอบชีวิตที่สะดวกสบายให้พวกเขาแล้ว มันกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตไปแล้ว ในขณะที่เรา ชินระ เป็นผู้ควบคุมพลังงานและขยายอำนาจออกไป เราดึงดูดคนเก่งๆ มากมายเข้ามาทำงานด้วย แผนการสร้างนครหลวง, โครงการสำรวจอวกาศ ทุกอย่างทำขึ้นเพื่อฉันทั้งนั้น พวกเขารับใช้ฉันราวกับเป็นราชา ประชาชนไม่รู้หรอกว่าความเป็นจริงคืออะไร ตราบใดที่สื่อที่เผยแพร่ออกไปยังสาธารณะ ก็ยังทำตามคำสั่งของชินระ เพราะเราเป็นผู้เดียวที่ครอบครองพลังงานมาโค ชินระได้ยึดครองประเทศนี้และฉันเป็นผู้เดียวที่จะขึ้นปกครองโดยไร้ผู้ต่อต้าน ฉันจะเหยียบย่ำพวกโง่นั่น ฉันเป็นผู้มั่งคั่งร่ำรวยและเป็นผู้ชี้นำชะตากรรมของโลก ฉันไม่สนใจหรอกว่าจะอายุยืนหรือสั้นนะ

ว่าไงล่ะ เผ่าโบราณ? เธอเข้าใจสิ่งที่ฉันมีมากขึ้นไม๊ล่ะตอนนี้? หรือไม่ก็ ชีวิตเธอคงน่าสงสารเสียจนไม่เข้าใจ?

..ก็..งั้นมั๊ง?

สิ่งที่แอริธคิดว่าเข้าใจว่าชายสูงอายุมีความสุขนั้น ช่างแตกต่างจากที่เธอนึกมาก ความสุขที่ประธานบอกนั้นยึดติดกับวัตถุสิ่งของ เขาต้องการอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าคนอยู่เสมอ แล้วผลของมันทำให้บริษัทชินระคิดที่จะดึงเอาพลังชีวิตของดวงดาวมาใช้เพื่อรองรับความต้องการของเขา คงช่วยเหลือวิญญาณของเขาไม่ได้อีกต่อไปตราบใดที่เขายังคิดว่าสิ่งที่นอกเหนือจากนี้ไม่ดีไปกว่าที่เขาเป็นอยู่

แอริธหมดความตั้งใจ ถ้านั่นเป็นสิ่งที่เขาพอใจล่ะก็ มันก็ช่วยไม่ได้ เขาไม่ยอมละทิ้งความร่ำรวยที่สะสมมา มันสุมและเริ่มเน่าส่งกลิ่นเหม็น ราวกับถูกดูดติดกับมันเอาไว้ ชายชราไม่รู้วิธีเป็นอิสระจากความปราถนาที่น่าสมเพชของเขาแม้ว่าจะตายไปแล้ว

ประธานไม่ค่อยพอใจนัก หลังจากที่จะหาคนคุยเพื่ออวดถึงความสุขของเขามาตลอด เขาพบว่าแอริธไม่รู้สึกตื่นเต้นหรืออิจฉาเขามากเท่าที่ควร

ฉันนี่คงจะโง่ที่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอย่างเธอ ฉันอารมณ์ไม่ค่อยดี ฉันค่อนข้างโกรธง่าย ไปซะถ้าเธอยังไม่รู้ว่าฉันหมายถึงอะไร

ฉันไปแน่

ชายชราหมดทางช่วยแล้ว บนบัลลังก์ที่ความปรารถนาของเขากำลังเน่าเปื่อยลงไปอย่างช้าๆ เขาจะยังคงอยู่ที่นี่ตราบจนกว่าอัตตาของเขาจะสลายหายไป

เมื่อแอริธหันหลังกลับแล้วเดินออกมาจากประธาน

เกิดเรื่องประหลาดขึ้น คลื่นลักษณะพิลึกแปลกประหลาดแยกออกมาจากไลฟ์สตรีม พุ่งเข้าหาทะเลพลังงานมาโค จนเกิดแรงสั่นไหวอย่างรุนแรงมาจากทุกทิศทาง

เกิดอะไรขึ้น?

แอริธได้ยินเสียงประธานร้องขึ้น เธอหันกลับไปดู

สิ่งที่เห็นคือประธานถูกลากออกไปอย่างรวดเร็ว ห่างไปไกลลิบชั่วพริบตา

เขาไม่ได้อยู่ที่นั่นอีกต่อไป ประธานถูกดึงไปที่ไหนซักแห่ง คล้ายกับถูกแรงดึงดูดฉุดให้ตกลงไปที่ไหนซักแห่งในทะเลมาโค ห่างออกไป

เหลือแต่เพียงร่องรอยแห่งความน่ากลัวหลงเหลืออยู่เป็นทางรางๆ ประธานชินระหายไปแล้ว

แอริธรู้สึกแรงสั่นอีกครั้ง เธอเข้าใจแล้วว่ามันคืออะไร เจ้าของคลื่นนี้คือคนที่จบชีวิตเธอที่นครที่ถูกลืมเลือน

ชายคนนั้นซ่อนตัวอยู่ในไลฟ์สตรีม

เซฟิรอธ.....

เทพผู้มีผมสีเงินยิ้มบางๆ เมื่อจัดการให้วิญญาณบาปหนาลงสู่นรก ในเวลานั้นเอง แอริธตระหนักว่าอันตรายยังไม่สิ้นสุด

เวทย์โฮลี่ที่เธอเรียกมาจะสามารถกำจัดสิ่งนั้นได้ แผลของดวงดาวที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว เซฟิรอธอยู่ที่หลุมอุกาบาตทางเหนือที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดินแดนแห่งพันธสัญญาของเจโนวา ขณะนี้เขากำลังรอช่วงเวลาที่จะทำให้เขาเกิดใหม่

เวทย์ทำลายล้างสุดยอด เมเทโอ ยังคงใกล้เข้ามา ค้อนปีศาจกำลังจะตกลงมาจากสวรรค์เบื้องบนเพื่อทำร้ายดาวดวงนี้

-------------------------------------------

บทที่ 5...

คลาวด์ตกลงมาในไลฟ์สตรีม

เขาไม่ได้ตายและตกลงมา เขาตกลงมาในทะเลมาโคทั้งที่มีชีวิตอยู่ เขากำลังจะหมดสติ

ที่หลุมอุกาบาตทางเหนือ คลาวด์พบว่าความทรงจำของเขาเป็นของปลอม เขาเป็นแค่ตุ๊กตาที่โฮโจนักวิทยศาสตร์คลั่งสร้างขึ้นมาจากเซลล์ของเจโนวา เพื่อเตรียมรวมร่างกับเซฟิรอธเพื่อให้เซฟิรอธเกิดใหม่ แต่เกิดล้มเหลว เขาจึงเป็นแค่ตัวเลียนแบบที่ล้มเหลวไม่มีหมายเลข

เขาถูกละทิ้งเหมือนเศษขยะที่เมืองมิดการ์ แล้วเขาก็เจอทีฟา เขาเจอเพื่อนวัยเด็กจริงๆของเขา ทีฟา ล็อคฮาร์ท ตอนนั้นเองพลังของเจโนวาได้เลียนแบบความจำ ความทรงจำของทีฟาที่รู้เกี่ยวกับเขาถูกถ่ายทอดเข้ามาให้ทันที ส่วนที่หายไปถูกเติมเต็มกลายเป็นความทรงจำของเขาไปว่า เขาคือทหารที่ประสบความสำเร็จ และมันกลายมาเป็นบุคลิกของ คลาวด์ สตริฟ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากเด็กหนุ่มในความทรงจำของทีฟา ยามใดที่คลาวด์พบว่าเรื่องราวของเขามีข้อขัดแย้งในตัว เขาจะสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมาทำให้เขาไม่สงสัยตัวเอง นั่นคือตัวของเขา

ถึงอย่างไร เรื่องโกหกกำลังจะถูกคลี่ออก

มันเริ่มล้มเหลวเมื่อนานมาแล้ว หลังจากที่พบกับตัวเลียนแบบของเซฟิรอธจำนวนมากมาย สัมปชัญญะต่างๆ สะท้อนไปมาภายในตัวคลาวด์และเปิดเผยพิรุธมากมาย หลังจากที่แอริธตายจากไป เขื่อนที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปกปิดพิรุธเริ่มรั่วไหล ความโกรธที่เขามีต่อเซฟิรอธและเป้าหมายของเขาที่แอบซ่อนไว้ในจิตใจ แต่ท้ายที่สุดเขาก็ต้องพบกับเซฟิรอธ

ที่หลุมอุกาบาตทางเหนือ ก่อนที่เซฟิรอธจะรวมกับเจโนวา บุคลิกของคลาวด์แตกออกเป็นเสี่ยง ตอนนั้นเซฟิรอธเข้าควบคุมคลาวด์ให้นำกุญแจที่ใช้เรียกเมเทโอไปให้เขา นั่นคือ มาทีเรียสีดำ

เพราะการร่วมมือกับเซฟิรอธที่เขาเกลียดชัง และทำลายแผนการหยุดยั้งเมเทโอด้วยมือตัวเอง สติของคลาวด์พังทลาย ตัวตนปลอมของคลาวด์แตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ในสัมปชัญญะที่ว่างเปล่า เหลือเพียงความสิ้นหวังที่รู้ว่าเขาไม่มีตัวตนอยู่จริง เป็นเพียงตัวเลียนแบบที่ล้มเหลวของเซฟิรอธเท่านั้น

และหลังจากนั้น....

ไม่นานนัก เขาก็ตกลงมาสู่ดวงดาว สู่ไลฟ์สตรีม

เพราะว่าสัมปชัญญะสูญสลายไปหมดแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเขาตกลงมาในทะเลมาโค คือความทรงจำทั้งหลายที่รวมกันอยู่ของดวงดาว เข้าไปสู่ตัวเขา

เขาเหมือนกับฟองน้ำที่ดูดซึมของเหลว สติที่ว่างเปล่าและความทรงจำหลอกลวงหายไปสิ้น เหตุการณ์นี้ทราบกันว่าเป็นภาวะมาโคเป็นพิษอย่างรุนแรง

ในระหว่างที่สติของเขายังอยู่ในระหว่างฟื้นฟู คลาวด์ล่องลอยไปในไลฟ์สตรีม แต่ร่างกายของเขาไม่สามารถอยู่ในไลฟ์สตรีมได้นาน จึงลอยผ่านออกมาจากรอยแยกของพลังงานมาโคใกล้กับอ่าวมิดีล ร่างที่ไม่มีตัวตนบุคลิกของตัวเองอยู่ คลาวด์จึงคล้าวเป็นคนสับสน


แอริธรู้ว่าทำไมที่นั่นจึงไม่มีไลฟ์สตรีมไหลผ่าน ที่นั่นถูกเซฟิรอธป้องกันไว้ หายนะที่ตกลงมาจากท้องฟ้า เจโนวา ที่ลงมาพร้อมกับเมเทโอ ซึ่งสร้างบาดแผลขนาดใหญ่ให้กับดวงดาวจากการระเบิด ในขณะนี้สถานที่นั้นต้องใช้พลังงานมหาศาลมาใช้ในการรักษาบาดแผล สถานที่นั้นจะกลายเป็นที่เกิดใหม่ของเซฟิรอธ กระแสแห่งชีวิตทั้งหลายจะถูกดึงออกมาอย่างผิดปกติ เพื่อขัดขวางสิ่งนั้นแอริธจะต้องทำอะไรบางอย่าง

แอริธต้องการจะพูดกับคลาวด์มากในขณะที่ร่างของเขาตกลงมาในไลฟ์สตรีม เธอพยายามตลอดเวลาจนกระทั่งร่างของคลาวด์ไหลออกไปที่มิดีล แต่เนื่องจากจิตใจของเขาแตกละเอียดและมีแต่ความสิ้นหวัง คลาวด์ไม่ได้ยินเสียงของแอริธ ไม่ว่าเธอจะร้องไห้ดังแค่ไหน เสียงของเธอไม่มีวันไปถึงเขาได้ เหมือนครั้งที่พวกเขาแยกจากกันที่นครที่ถูกลืมเลือน

แอริธยืนอยู่ในทะเลมาโคอย่างหมดหวัง มองดูร่างของคลาวด์ไหลออกสู่ผืนดินเบื้องบน


ฉันจะช่วยคลาวด์ได้ยังไง? ฉันจะหยุดเมเทโอได้ยังไง? ฉันไม่คิดว่าโฮลีจะออกมา ถ้าเป็นอย่างนี้ดวงดาวจะถูกเซฟิรอธควบคุม ฉันจะทำยังไงดี? บอกฉันทีเถอะ คลาวด์!

แอริธครางออกมาเมื่อคิดถึงจิตใจที่แตกสลาย และคำภาวนาของเธอไม่มีทางส่งถึงคลาวด์ บุคลิกของเขาไม่สามารถฟื้นฟูได้อีก ถ้านั่นไม่ใช่คลาวด์คนเดิม ถ้าอย่างนั้นเขาเป็นใคร? เธอรู้จักแค่ว่าเขาคือทหารแค่นั้น แอริธรู้สึกอับอายที่ตัวเองไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ เธอพูดอะไรไม่ออก

คลาวด์...ฉันคิดถึงเธอ ฉันคิดถึง...ตัวจริงของเธอ...

เสียงกระซิบและความคิดคำนึงของแอริธกระจายออกไปท่ามกลางทะเลมาโค

ความทรงจำของเธอรำลึกถึงคลาวด์ เธอประทับใจเขาแม้ว่าจะไม่ใช่คนเจ้าสังคม แต่มีบางอย่างในตัวเขาที่น่าประทับใจ

ฉันคิดว่าเขาเป็นคนประหลาด แต่ทุกอย่างในตัวเขาถูกสร้างขึ้นจริงหรือ? คลาวด์ไม่มีตัวตนจริงเลยหรือ? ไม่นะ ไม่จริงหรอก ต้องมีซักอย่างที่เป็นคลาวด์ สิ่งที่เขาทำลงไปเพราะเขาคือคลาวด์ เขาต้องไม่ว่างเปล่ามาตั้งแต่แรกหรอกนะ

แต่แอริธไม่รู้ว่าความจริงนั้นคืออะไร เธอคิดไปมา เธอพยายามนึกทบทวนความจำของเธออีกครั้ง ความทรงจำแสดงให้เห็นถึงตัวตนของคลาวด์ ลักษณะการเดิน แอริธนึกการกระทำของเขาทุกอย่าง

ความคิดของเธอแผ่รวมเข้ากับทะเลมาโคและปลุกคนๆหนึ่งให้ตื่นขึ้น ชายที่เธอจดจำได้และมักเอ่ยยามพูดถึงว่า เขา ตื่นขึ้นมา

แอริธ...นั่นเธอเหรอ?

ตอนแรก แอริธจำเสียงนั้นไม่ได้เพราะเธอตกใจ เธอหันไปมาและพบใบหน้าคุ้นตาที่ไม่เคยพบกันมาถึง 5 ปี เขาเป็นคนทำให้เธอรู้จักรักครั้งแรก เขายังเป็นเพื่อนรักของเธออยู่เสมอ แม้ว่าเธอจะไม่ได้ข่าวของเขามานาน เขามีบุคลิกบางอย่างที่เธอเห็นในตัวคลาวด์ แซ็ค ชายผู้มีตาสีฟ้าซึ่งเป็นเครื่องหมายของทหารได้ปรากฎขึ้นต่อหน้าเธอ เงาของเขาเลือนลางกว่าที่แอริธเป็นอยู่

แซ็ค หมายความว่าเธอก็ตายแล้วเหรอ?

แม้ว่าแอริธจะดูไม่เหมือนคนที่จะถามคำถามนี้ นั่นเป็นความคิดแรกที่เธอนึกออกและถามออกไปคล้ายปฏิกิริยาโต้ตอบสิ่งที่คาดไม่ถึง น่าประหลาดใจไหมล่ะที่ทหารเฟิร์สคลาสตาย ถึงแอริธจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เธอคิดว่าเธอแน่ใจว่าเขาปลอดภัยและใช้ชีวิตอยู่ที่ไหนซักแห่ง แอริธโกรธตัวเองที่ไม่ได้นึกถึงว่าเขาอาจจะตาย สิ่งที่ปรากฎทำให้เธอตกใจ

เธอด้วยสิ?... หมายความว่าเธอก็ตายแล้ว แอริธ? ไหน ฉันกำลังจะถามเธออย่างนั้นเหมือนกัน แล้ว..ฉันจะทำไงดี...เสียใจให้ฉันหน่อยสิ

เธอไม่เปลี่ยนเลยซักนิด

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แซ็คไม่เคยหยุดร่าเริง และมันทำให้แอริธยิ้มออกมาได้ แม้เธอจะรู้ว่าเขาเป็นทหารของชินระ แต่นิสัยของเขาทำให้เธอหลงไหล

เกิดเรื่องเยอะแยะ เรื่องเลวร้ายทั้งนั้นเลย มันเริ่มขึ้นตอนที่ฉันรับภารกิจที่หมู่บ้านนีเบิลเฮล์ม

นีเบิลเฮล์ม?

ใช่ เธอรู้เรื่องรึเปล่า? ตอนนั้นฉันไปกับวีรบุรุษที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่ง แล้วเขาเกิดบ้าคลั่งขึ้นมา...

เธอหมายถึงเซฟิรอธใช่มั๊ย?

แอริธกลืนน้ำลาย เธอเชื่อว่าต้องมีความหมายอะไรซักอย่างที่ทำให้แซ็คปรากฎตัวขึ้นต่อหน้าเธอ เธอรู้สึกว่ามีบางอย่างเชื่อมโยงกัน

เจ้าบ้านั่นดังจริงๆนะ หรือว่าเพราะเธออ่านข่าวการฆาตกรรมหมู่ที่นีเบิลเฮล์มล่ะ?

เธออยู่ที่นั่นตอนนั้นเหรอ แซ็ค!? คลาวด์เป็นยังไงบ้าง...?

โว้วๆๆ ใจเย็นๆ! เธอรู้จักคลาวด์ด้วยเหรอ? เขาปลอดภัยดีไม๊?

เธอรู้จักคลาวด์ด้วย คลาวด์อยู่ที่นั่นใช่มั๊ย?

ทั้งสองคนผลัดกันเล่าสิ่งที่ตัวเองรู้และเจอมา และแล้วแอริธก็รู้ เธอรู้แล้วว่าคลาวด์ไม่ใช่ตัวเลียนแบบเซฟิรอธ และเธอก็รู้แล้วว่าทำไมเธอถึงเห็นแซ็คในตัวของคลาวด์

แซ็คก็รู้เช่นกัน เขารู้สถานการณ์ของเพื่อนสนิทคนหนึ่งของเขาตอนนี้ เพื่อนที่พัวพันกับเหตุการณ์หลายอย่างและถูกชินระตามล่า เขายังรู้อีกว่าเซฟิรอธกำลังจะฟื้นคืนชีพและจะเป็นอันตรายไม่เฉพาะนีเบิลเฮล์ม แต่กับทุกสิ่งทุกอย่างบนดวงดาว

แซ็ค...ฉันควรจะทำยังไงให้คลาวด์รู้เรื่องจริงเกี่ยวกับตัวเขา? เธอบอกเขาได้ไหมว่าเขามีตัวตนจริงๆ

ไม่มีทางเป็นไปได้ มีคนเดียวที่จะทำได้คือเด็กผู้หญิงที่อยู่กับเราในนีเบิลเฮล์ม ทีฟา ถ้าความทรงจำของเธอสามารถถ่ายทอดไปหาคลาวด์ได้ บางที...

ยากมากเลย แต่ฉันไม่ยอมแพ้หรอก ฉันแน่ใจว่าต้องมีโอกาสอยู่

หน้าของแอริธสดใสขึ้นเพราะมีความหวัง ถ้าทำสำเร็จ คลาวด์กับคนอื่นๆ จะสามารถต่อต้านเซฟิรอธได้ พวกเขาจะทำลายสิ่งที่ขัดขวางไม่ให้โฮลีออกมาไว้ได้

ในที่สุด โอกาสก็มาถึง


เพราะแรงกดดันจากมหันตภัยบนท้องฟ้า เมเทโอกำลังใกล้เข้ามา ดวงดาวปลดปล่อยอาวุธทำลายล้างออกมา เวพ่อน และไลฟ์สตรีมบางส่วนทะลักออกมาจากเวพ่อน ปริมาณพลังงานมหาศาลปะทุขึ้นมาตามพื้นผิวอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน พลังที่พุ่งออกมาตรงกับมิดีล คลาวด์ที่กำลังพักฟื้น และทีฟาที่คอยดูแลอยู่ใกล้ๆ ตกลงไปในไลฟ์สตรีม

ทั้งคู่ตกลงไปในมาโค นี่เป็นครั้งที่สองของคลาวด์ แต่สำหรับทีฟา นี่คือครั้งแรก

แอริธยอมเสี่ยงทุกอย่างแลกกับโอกาสทองครั้งนี้

เธอพูดกับทีฟาซึ่งตอนนี้มึนงงกับปริมาณมาโคเข้มข้น นำทางสติของเธอ ในที่สุดทีฟาก็ไปถึงหัวใจที่ปิดสนิทของคลาวด์

ที่จริงแล้วแอริธอยากจะทำด้วยตัวเอง แต่เธอไม่อาจจะแบกภาระได้ทั้งหมด นั่นทำให้เธอมอบหมายให้ทีฟา เธอเชื่อมั่นในตัวทีฟา เชื่อมั่นว่าทีฟาจะทำได้เพราะความรู้สึกที่มีต่อคลาวด์ แอริธเชื่อว่าทีฟาคือคนที่จะมีชีวิตอยู่ร่วมกับคลาวด์ได้ตลอดไป....

ดังนั้น เมื่อทีฟาทำสำเร็จ เธอประสานความทรงจำของเธอเข้ากับคลาวด์ ทีฟาเคยมองในสิ่งที่มีเฉพาะคลาวด์ตัวจริงเท่านั้นเคยเห็น เมื่อยืนยันได้อย่างนั้น ประตูของคลาวด์ได้เปิดออก ไม่ใช่บุคลิกของทหารที่พลังของเจโนวาสร้างขึ้นจากลักษณะของทหารที่เป็นเคยเป็นเพื่อนสนิทของเขา แซ็ค แต่ดึงออกมาจากส่วนที่ลึกลงไปในความทรงจำซึ่งสงบนิ่งอยู่ภายในทุกสิ่งทุกอย่าง ทีฟาสร้างบุคลิกที่แท้จริงขึ้นมาในที่สุด

เธอทำได้ ทีฟา ขอบคุณนะ...ฉันแอบอิจฉาเธอนะ แต่ดูแลคลาวด์กับโลกบนนั้นด้วยนะ

ทีฟากอดคลาวด์เบาๆ เมื่อเขาคืนสติ แอริธมองทั้งคู่กลับขึ้นสู่พื้นผิวด้วยรอยยิ้มราวกับผู้เป็นแม่

แซ็คสังเกตุเห็นพอดี

เฮ้อ...เธอก็รู้แอริธ นอกจากผู้หญิงทั้งหมดที่ฉันเคยคบมา เธอดีที่สุดเลยนะ หลังจากเสร็จงานนั่น พอฉันกลับไปที่บ้านแล้ว เราน่าจะได้อยู่ด้วยกันเหมือนที่เคยเป็น ออกไปเที่ยวข้างนอกด้วยกัน ฉันล่ะเกลียดเซฟิรอธจริงๆ ฉันเกลียดชินระที่ปิดบังสิ่งที่พวกนั้นกำลังทำอยู่เป็นบ้า

ใครบางคนที่คบกับผู้หญิงหลายคนน่ะ เป็นคนรักไม่ได้หรอก

หมายความว่าไง ฉันดีกับทุกคนจะตาย

นั่นแหละข้อเสียของเธอ เธอไม่ได้เป็นคนง่ายๆ เรียบๆ แบบคลาวด์

เธอชอบแบบนั้นเหรอ แอริธ?

ไม่รู้สิ หลังจาก 5 ปี อะไรๆ มันก็เปลี่ยนไป

อ้าว

แซ็คหน้าสลดลงคล้ายกับเคืองอะไรบางอย่าง แต่แล้วก็ยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่แอริธคุ้นเคยดีเมื่อทั้งคู่ยังเด็ก ตอนที่เธออายุ 17 รอยยิ้มนั้นทำให้เธอหลงไหลเขา

มันยังไม่จบหรอกนะ แต่ ฉันต้องกลับไปพักก่อนล่ะตอนนี้ ดูเหมือนฉันจะทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้าเธอเหงาเมื่อไหร่ ก็เรียกฉันได้นะ แอริธ

ถ้าฉันจะแค่รู้สึกเหงานะ ราตรีสวัสดิ์ แซ็ค

คลื่นแผ่กระจายออก ทหารระดับเฟิร์สคลาส จมหายลงในทะเลมาโค เชื่อว่าหน้าที่ของเขายังไม่จบ แซ็คแค่นอนพักเพื่อรักษาพลังงาน

แอริธยังไม่ต้องการพักผ่อน เพราะเธอคือเซตร้า เธอไม่รู้สึกเหนื่อย

เธอรู้สึกดีใจ ในที่สุดเธอก็รู้จักคลาวด์ตัวจริงและสามารถจะดูแลเขาได้ แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม...

-----------End----------

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ซึ้งมากเลยครับ เหมือนกับมีอะไรหนักอึ๋งมาทับอยู่ในอก ไม่รู้จะทำยังไงให้หาย
นี่เป็นมา3วันแล้ว ยังแน่นอยู่เลย เลยต้องขอcommenมาระบาย ใครบ้างคิดเหมือนผม
#1  by  ....555.... (203.153.172.168) At 2007-01-23 17:50, 

<< Home